8 ธันวาคม 2555
วิถีซูชิ
“เมื่อเราตัดสินใจว่าจะทำอาชีพอะไร
เราก็ต้องอุทิศตัวให้กับมัน
เราต้องรักงานที่เราทำ
เราต้องไม่บ่นงานที่เราทำ
เราต้องอุทิศชีวิตเพื่อพัฒนาฝีมือ
นั่นล่ะคือเคล็ดลับความสำเร็จ
และเป็นกุญแจสู่การได้รับการยอมรับ”
ลำพังประโยคคมๆ ก็มากพอที่จะพาเราไปทบทวนภารกิจที่ต่างคนต่างง่วนกันอยู่ในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อมันออกมาจากปากชายชราวัย 85 ปี ที่ตลอด ‘ทั้งชีวิต’ มุ่งมั่นและใส่ใจกับทุกขั้นตอนการปรุง กระทั่งบรรจงประคองวัตถุดิบอย่างละมุมมือ จนออกมาเป็น ‘ซูชิ’ ที่ว่ากันว่าราคาแพงที่สุดในโลก มันจึงกลายเป็นดั่งตะกอนประสบการณ์ของพ่อครัวคนหนึ่งที่หวังส่งต่อแก่นสาระ สำคัญของชีวิตที่ตัวเองค้นพบ…
Jiro Dreams of Sushi สารคดีที่เล่าถึงชีวิตของ ‘จิโร่’ ตำนานแห่ง ‘ซูชิ’ ที่ยังมีชีวิตอยู่ของญี่ปุ่น เจ้าของร้านซูชิที่ว่ากันว่าราคาแพงสุดในโลก ตลอดชั่วโมงกว่าๆ ถ่ายทอดให้เห็นที่มาของซูชิคำเล็กๆ ที่ต้องจองคิวกันนานเป็นเดือนๆ คุณจะได้เห็นแต่ละขั้นตอนในการเลือกหาวัตถุดิบ การปรุงอย่างประณีต และการเก็บรายละเอียดให้ซูชิหนึ่งชิ้นกลายเป็นความพิเศษที่ควรค่าแก่การทำ ความรู้จัก
สิ่งที่ภาพยนตร์เรื่องนี้ให้แน่ๆ คือเบื้องหลังของซูชิที่ประณีต แต่สิ่งที่คุณจะได้ไปเต็มๆ คือชีวิตของพ่อครัวที่ประณีตยิ่งกว่า
จิโร่อยู่กับซูชิมากว่า 75 ปี (เขาเริ่มอยู่ในครัวตั้งแต่อายุเพียง 10 ปี) ทำเรื่องเดิมซ้ำๆ วนเวียนไปมา และหาใช่การประกอบอาชีพไปวันๆ เพราะเขาอยู่ด้วยแรงศรัทธา ลงมือทุ่มเทด้วยความรัก เรียนรู้ความบกพร่องอยู่ทุกขณะ และมุ่งหวังให้ซูชิชิ้นตรงนี้ดีกว่าชิ้นก่อนหน้าเสมอ
เมื่อวัยล่วงมาถึงชีวิตช่วงท้าย จิโร่ค่อยๆ ถ่ายโอนภูมิปัญญาในการปรุงรสอาหาร ลูกชายคนเล็กไปเริ่มต้นร้านที่ใช้วิธีคิดแบบเดียวกับพ่อ ขณะที่คนโตใช้ชีวิตสืบทอดร้านเดิมให้คงอยู่ต่อไป
ในร้านของจิโร่ ทุกขั้นตอนได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด รวมถึงการออกไปยังตลาดเพื่อเลือกปลาที่ดีที่สุด ความเป็นจิโร่ได้เชื่อมต่อกับคนในแบบเดียว พ่อค้าปลาที่ออกปากว่าวัตถุดิบคุณภาพย่อมต้องคู่กับพ่อครัวคุณภาพเช่นกัน
“ผมอาจอายุเท่านี้แล้วก็จริง แต่ยังมีสิ่งใหม่ๆ ให้ค้นพบเสมอ เมื่อใดที่คุณคิดว่าคุณรู้ทุกอย่างแล้ว สุดท้ายคุณก็จะค้นพบว่าคุณหลอกตัวเอง” คำพูดของพ่อค้าปลาที่ถูกอกถูกใจกับร้านในสไตล์ของจิโร่ สะท้อนวิธีคิดแบบเดียวกันกับจิโร่ไม่มีผิด
ดูภาพยนตร์เรื่องนี้จบ คำพูดของอาจารย์ระพี สาคริก ที่เคยบอกสอนไว้ราวๆ ว่า ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพอะไร ขอให้มุ่งมั่นและเอาจริงเอาจัง แก่นของทุกศาสตร์จะนำพาคุณไปหาสัจธรรมได้เช่นเดียวกัน ก็พลันลอยเข้ามาในความรู้สึกนึกคิด
แง่หนึ่งจิโร่อาจเป็นเพียงพ่อครัวฝีมือดีในสายตานักชิมหลายคน แต่การอุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้กับเรื่องหนึ่งด้วยรักและศรัทธา ด้วยความรู้สึกของนักเรียนทุกขณะ ก็ทำให้เขามีชีวิตที่น่าเคารพไม่ต่างจากครูบาอาจารย์คนใดเลย
31 ตุลาคม 2555
ไม่ชิน
เริ่มต้นวันใหม่ด้วยความรู้สึกว่าต้องมีเหตุให้หงุดหงิดใจแน่ๆ เพราะเช้ามาก็มีคุณแม่ในกองบรรณาธิการ พาลูกน้อยเข้ามาอยู่ในออฟฟิศ -- ด้วยเป็นคนความอดทนต่ำ และสมาธิมักขาดตอนง่ายๆ ผมตั้งธงเบื้องต้นว่าเช้านี้จะอดทน
ผมคิด… ชีวิตครอบครัวที่ลูกปิดเทอม ผมก็ควรเข้าใจ บางวันฝากกันดูแลไม่ลงตัว เด็กจะไปอยู่ไหน ในเมื่อแม่เขาทำงานอยู่ที่นี่ แล้วผมเองคงใจแคบไปหน่อย ถ้าคิดหาความเหมาะควรในมารยาทอยู่ร่วมกันแบบเข้มงวด ยังไงๆ เด็กก็คือเด็ก เขาไม่ได้จงใจอาละวาดให้เพื่อนร่วมห้องหมดสิ้นสมาธิสักหน่อย เขาทำเพราะจิตใจมากจินตนาการสั่งการให้ทำ
แต่ในวิธีคิดแบบประนีประนอมนั้น ผมเองไม่ได้ใจดีขนาดเชื่อว่าเด็กเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่อยากทำอะไรก็ได้ตามใจ -- ยังไงๆ เด็กก็ไม่ควรส่งเสียงดังสนุกสนานในอุโบสถ ไม่ควรเด็ดดอกไม้ที่ลุงป้าข้างบ้านปลูกไว้เพราะเห็นว่าสวย และไม่ควรที่จะเดินไปด่าว่าใครก็ตามที่เขาไม่พอใจ
เป็นไปตามคาด ทั้งเช้านี้ เด็กจัดเต็มทุกสิ่งทุกอย่าง เสียงดังลั่น โป๊กเป๊กนั่นนี่ ผมประคองความรู้สึกที่ผุดขึ้นให้เป็นไปตามธงที่ตั้งไว้ หวังว่าบ่ายนี้เจ้าคงหมดแรง พี่จะดีใจเหลือเกินถ้าเป็นเช่นนั้น
บ่าย… เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมไม่มีผิด พูดแบบไม่เกรงใจ คือ ผมรู้สึกว่าเด็กอิ่มท้องมาหรือยังไง เรี่ยวแรงถึงได้มากมายกว่าตอนเช้า ความดังมากขึ้น แถมยังคิดการละเล่นวิ่งไล่จับในออฟฟิศที่พื้นที่แคบเป็นคอกๆ ผมรับไม่ได้หรอกนะกับพฤติกรรมแบบนี้ ธงที่ตั้งไว้ยามเช้าขาดวิ่น ลูกเต้าผมก็ยังไม่มี ไม่รู้สึกผูกพันกับเด็กวัยไหนมาก่อน ไม่เคยคุ้นชินกับเด็กที่ไม่เกรงอกเกรงใจมาด้วย พูดให้เข้าใจง่ายคือ “กูไม่รักเด็ก”
ไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดไม่รู้ว่าที่ทำไปไม่เหมาะสม แต่ผมก็เลือกที่จะกลับบ้านก่อนเวลามันดื้อๆ ไม่บอก ไม่กล่าวใครทั้งนั้น ก็ผมจะกลับ ใครจะทำไม
ผมรู้ - ทำงานรับจ้างเป็นมนุษย์เงินเดือน กฎก็คือกฎ เวลาเข้า-ออกงานเป็นเช่นไรก็ควรเคารพ ก็เป็นลูกจ้างเขาแล้ว ไม่พอใจในกฎก็ควรเรียกร้องตรงไปตรงมา หากไม่พอใจอย่างไรก็ควรแยกย้ายไปตามทาง ไม่มีประโยชน์ที่จะอธิบายความบกพร่องของระบบที่เป็นอยู่ แล้วยืนยันสิ่งที่ควรในความคิด ด้วยการกระทำแบบตัวใครตัวมัน
หากจะอธิบายว่าสิ่งที่ทำไปสมเหตุสมผลอยู่บ้าง ผมรู้สึกว่าบรรยากาศที่คุกคามมาตั้งแต่เช้ายันบ่ายแก่ๆ ทำร้ายสมาธิในการทำงานของผมจนหมดสิ้น ไม่มีการเคารพเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานบ้าง เล่นเฟซบุ๊กบ้าง นี่คือที่ทำงาน ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น
แม้เด็กอาจไม่รู้จักว่าสถานที่นี้ควรปฏิบัติเช่นไรแต่ผมคิดว่าแม่ก็ควรตระหนักด้วยว่าสิ่งที่ลูกในไส้คุณกำลังเริงร่าอยู่ มันไม่ใช่พฤติกรรมที่น่ารักเอาเสียเลย หน้าที่ของคุณคือสะกิดเตือน หรือทำอะไรสักอย่างให้เด็กลดเสียงให้เบาลงกว่านี้ อยากวิ่งปึงปังกลับไปวิ่งที่บ้าน อยากจินตนาการหาท้องฟ้าและท้องทะเล ก็ได้โปรดอยู่ในปริมาณที่ไม่ล้มทะลักเช่นนี้
ผมไม่ได้เกรงกลัวขนาดไม่กล้าบอกกล่าว แต่โตๆ กันแล้ว ต้องให้บอกซ้ำเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดอีกเหรอ ว่าเสียงดังตั้งแต่เช้า มันรบกวนคนอื่นแค่ไหน และการที่หลายชั่วโมงคุณยังนิ่งเฉย นั่นก็แปลว่าคุณเห็นดีเห็นงามกับความห่ามของลูกๆ ผมเดินไปสะกิดบอกกล่าว จะยิ่งกลายเป็นผิดใจกันโดยไม่จำเป็น
จริงอยู่ บางทีผมอาจเป็นบ้าอยู่คนเดียว ไม่มีใครในออฟฟิศมีปัญหามากอะไร ก็แค่ติดๆ ขัดๆ ทำงานไม่ไหลลื่นบ้างก็เท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะผมเองเชื่อ และมั่นใจด้วยว่า สิทธิเสียงที่ตัวผมมีในบรรยากาศความเงียบ ผมก็มีเท่าๆ กับที่พวกคุณไม่ใยดีความรู้สึกคนอื่น จนถึงขั้นบางคนเดินมาบอกกล่าวได้หยาบคายรูหูสุดๆ เลยว่า “เดี่ยวก็ชิน”
แทนที่จะเดินไปสะกิดเด็กๆ ว่า “น้อยๆ หน่อย” ผมกลับได้รับคำแนะนำว่า “เดี๋ยวก็ชิน”
เอาเถอะประเทศนี้ สังคมนี้ เราอยู่กับคำปลอบใจแบบนี้ไปเรื่อยๆ ประนีประนอมกับความโกลาหลที่แก้ไขได้
ใครจะชิน ก็ตามสบาย แต่ผมไม่ชินด้วยหรอก
ผมคิด… ชีวิตครอบครัวที่ลูกปิดเทอม ผมก็ควรเข้าใจ บางวันฝากกันดูแลไม่ลงตัว เด็กจะไปอยู่ไหน ในเมื่อแม่เขาทำงานอยู่ที่นี่ แล้วผมเองคงใจแคบไปหน่อย ถ้าคิดหาความเหมาะควรในมารยาทอยู่ร่วมกันแบบเข้มงวด ยังไงๆ เด็กก็คือเด็ก เขาไม่ได้จงใจอาละวาดให้เพื่อนร่วมห้องหมดสิ้นสมาธิสักหน่อย เขาทำเพราะจิตใจมากจินตนาการสั่งการให้ทำ
แต่ในวิธีคิดแบบประนีประนอมนั้น ผมเองไม่ได้ใจดีขนาดเชื่อว่าเด็กเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่อยากทำอะไรก็ได้ตามใจ -- ยังไงๆ เด็กก็ไม่ควรส่งเสียงดังสนุกสนานในอุโบสถ ไม่ควรเด็ดดอกไม้ที่ลุงป้าข้างบ้านปลูกไว้เพราะเห็นว่าสวย และไม่ควรที่จะเดินไปด่าว่าใครก็ตามที่เขาไม่พอใจ
เป็นไปตามคาด ทั้งเช้านี้ เด็กจัดเต็มทุกสิ่งทุกอย่าง เสียงดังลั่น โป๊กเป๊กนั่นนี่ ผมประคองความรู้สึกที่ผุดขึ้นให้เป็นไปตามธงที่ตั้งไว้ หวังว่าบ่ายนี้เจ้าคงหมดแรง พี่จะดีใจเหลือเกินถ้าเป็นเช่นนั้น
บ่าย… เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมไม่มีผิด พูดแบบไม่เกรงใจ คือ ผมรู้สึกว่าเด็กอิ่มท้องมาหรือยังไง เรี่ยวแรงถึงได้มากมายกว่าตอนเช้า ความดังมากขึ้น แถมยังคิดการละเล่นวิ่งไล่จับในออฟฟิศที่พื้นที่แคบเป็นคอกๆ ผมรับไม่ได้หรอกนะกับพฤติกรรมแบบนี้ ธงที่ตั้งไว้ยามเช้าขาดวิ่น ลูกเต้าผมก็ยังไม่มี ไม่รู้สึกผูกพันกับเด็กวัยไหนมาก่อน ไม่เคยคุ้นชินกับเด็กที่ไม่เกรงอกเกรงใจมาด้วย พูดให้เข้าใจง่ายคือ “กูไม่รักเด็ก”
ไม่ได้ไร้เดียงสาขนาดไม่รู้ว่าที่ทำไปไม่เหมาะสม แต่ผมก็เลือกที่จะกลับบ้านก่อนเวลามันดื้อๆ ไม่บอก ไม่กล่าวใครทั้งนั้น ก็ผมจะกลับ ใครจะทำไม
ผมรู้ - ทำงานรับจ้างเป็นมนุษย์เงินเดือน กฎก็คือกฎ เวลาเข้า-ออกงานเป็นเช่นไรก็ควรเคารพ ก็เป็นลูกจ้างเขาแล้ว ไม่พอใจในกฎก็ควรเรียกร้องตรงไปตรงมา หากไม่พอใจอย่างไรก็ควรแยกย้ายไปตามทาง ไม่มีประโยชน์ที่จะอธิบายความบกพร่องของระบบที่เป็นอยู่ แล้วยืนยันสิ่งที่ควรในความคิด ด้วยการกระทำแบบตัวใครตัวมัน
หากจะอธิบายว่าสิ่งที่ทำไปสมเหตุสมผลอยู่บ้าง ผมรู้สึกว่าบรรยากาศที่คุกคามมาตั้งแต่เช้ายันบ่ายแก่ๆ ทำร้ายสมาธิในการทำงานของผมจนหมดสิ้น ไม่มีการเคารพเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ก้มหน้าก้มตาทำงานบ้าง เล่นเฟซบุ๊กบ้าง นี่คือที่ทำงาน ที่นี่ไม่ใช่สนามเด็กเล่น
แม้เด็กอาจไม่รู้จักว่าสถานที่นี้ควรปฏิบัติเช่นไรแต่ผมคิดว่าแม่ก็ควรตระหนักด้วยว่าสิ่งที่ลูกในไส้คุณกำลังเริงร่าอยู่ มันไม่ใช่พฤติกรรมที่น่ารักเอาเสียเลย หน้าที่ของคุณคือสะกิดเตือน หรือทำอะไรสักอย่างให้เด็กลดเสียงให้เบาลงกว่านี้ อยากวิ่งปึงปังกลับไปวิ่งที่บ้าน อยากจินตนาการหาท้องฟ้าและท้องทะเล ก็ได้โปรดอยู่ในปริมาณที่ไม่ล้มทะลักเช่นนี้
ผมไม่ได้เกรงกลัวขนาดไม่กล้าบอกกล่าว แต่โตๆ กันแล้ว ต้องให้บอกซ้ำเข้าไปในความรู้สึกนึกคิดอีกเหรอ ว่าเสียงดังตั้งแต่เช้า มันรบกวนคนอื่นแค่ไหน และการที่หลายชั่วโมงคุณยังนิ่งเฉย นั่นก็แปลว่าคุณเห็นดีเห็นงามกับความห่ามของลูกๆ ผมเดินไปสะกิดบอกกล่าว จะยิ่งกลายเป็นผิดใจกันโดยไม่จำเป็น
จริงอยู่ บางทีผมอาจเป็นบ้าอยู่คนเดียว ไม่มีใครในออฟฟิศมีปัญหามากอะไร ก็แค่ติดๆ ขัดๆ ทำงานไม่ไหลลื่นบ้างก็เท่านั้น แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ เพราะผมเองเชื่อ และมั่นใจด้วยว่า สิทธิเสียงที่ตัวผมมีในบรรยากาศความเงียบ ผมก็มีเท่าๆ กับที่พวกคุณไม่ใยดีความรู้สึกคนอื่น จนถึงขั้นบางคนเดินมาบอกกล่าวได้หยาบคายรูหูสุดๆ เลยว่า “เดี่ยวก็ชิน”
แทนที่จะเดินไปสะกิดเด็กๆ ว่า “น้อยๆ หน่อย” ผมกลับได้รับคำแนะนำว่า “เดี๋ยวก็ชิน”
เอาเถอะประเทศนี้ สังคมนี้ เราอยู่กับคำปลอบใจแบบนี้ไปเรื่อยๆ ประนีประนอมกับความโกลาหลที่แก้ไขได้
ใครจะชิน ก็ตามสบาย แต่ผมไม่ชินด้วยหรอก
30 กันยายน 2555
เพียงผู้เดียว
ถามว่าความฝันคืออะไร
...ไม่มี
ถามว่าเป้าหมายในชีวิตคืออะไร
...ไม่มี
ถามว่าวันนี้อยู่เพื่ออะไร
...ฉันไม่อยากอยู่ ฉันเหนื่อย ฉันหน่าย ฉันผิดหวังกับโลก กับผู้คน กับสังคม กับตัวเอง
แต่ในเมื่อฉันไม่ประสงค์จะยุติชีวิตตัวเองโดยตั้งใจ ฉันจึงต้องอยู่ต่อไป
แม้จะสำรวจเจตนาตัวเองอยู่เสมอ ว่าชีวิตที่เหลือไม่ปรารถนามุ่งร้ายต่อผู้ใด ไม่แก้แค้น ไม่เอาคืน ไม่เอากันให้ตายไปข้างหนึ่ง ยอมได้ก็ยอม ยอมไม่ได้ก็ขออภัย ทุกๆ วัน ฉันพยายามอย่างเต็มที่เต็มแรง แต่พฤติกรรมเคยชินของฉัน ก็ยังทำร้ายผู้คนในแห่งอยู่ร่ำไป
อยู่กับใครก็ทะเลาะ คุยกับใครก็โวยวาย เจอหน้าใครก็มีปัญหา ตั้งแต่เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน พี่น้องหลากกลุ่ม ผู้ใหญ่ทุกเพศวัย ฉันล้วนกราดปะทะไปเสียทุกคน
หดหู่ เสียใจ ผิดหวังกับตัวเอง ไม่อยากทำให้ใครมีปัญหากับท่าทีหยาบคายของตัวเองแม้เพียงสักครั้งเดียว
บางที... ฉันคงต้องลดปฏิสัมพันธ์กับทุกคนให้เหลือน้อยที่สุด มนุษย์แบบฉันคงถูกส่งมาให้อยู่คนเดียว ถึงจะปลอดภัยต่อคนอื่นและตัวเองมากที่สุด
...ไม่มี
ถามว่าเป้าหมายในชีวิตคืออะไร
...ไม่มี
ถามว่าวันนี้อยู่เพื่ออะไร
...ฉันไม่อยากอยู่ ฉันเหนื่อย ฉันหน่าย ฉันผิดหวังกับโลก กับผู้คน กับสังคม กับตัวเอง
แต่ในเมื่อฉันไม่ประสงค์จะยุติชีวิตตัวเองโดยตั้งใจ ฉันจึงต้องอยู่ต่อไป
แม้จะสำรวจเจตนาตัวเองอยู่เสมอ ว่าชีวิตที่เหลือไม่ปรารถนามุ่งร้ายต่อผู้ใด ไม่แก้แค้น ไม่เอาคืน ไม่เอากันให้ตายไปข้างหนึ่ง ยอมได้ก็ยอม ยอมไม่ได้ก็ขออภัย ทุกๆ วัน ฉันพยายามอย่างเต็มที่เต็มแรง แต่พฤติกรรมเคยชินของฉัน ก็ยังทำร้ายผู้คนในแห่งอยู่ร่ำไป
อยู่กับใครก็ทะเลาะ คุยกับใครก็โวยวาย เจอหน้าใครก็มีปัญหา ตั้งแต่เพื่อนฝูง เพื่อนร่วมงาน พี่น้องหลากกลุ่ม ผู้ใหญ่ทุกเพศวัย ฉันล้วนกราดปะทะไปเสียทุกคน
หดหู่ เสียใจ ผิดหวังกับตัวเอง ไม่อยากทำให้ใครมีปัญหากับท่าทีหยาบคายของตัวเองแม้เพียงสักครั้งเดียว
บางที... ฉันคงต้องลดปฏิสัมพันธ์กับทุกคนให้เหลือน้อยที่สุด มนุษย์แบบฉันคงถูกส่งมาให้อยู่คนเดียว ถึงจะปลอดภัยต่อคนอื่นและตัวเองมากที่สุด
28 กันยายน 2555
ค่ำคืนแห่งห่าฝน
เสียงฝนห่าใหญ่ปลุกฉันให้ตื่นขึ้น…
น้อยครั้งเหลือเกินที่ค่ำคืนจะขาดตอนจากเสียงสายฝน ฉันตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์หดหู่อย่างบอกไม่ถูก จะว่าเศร้าโศกก็ไม่ใช่ จะว่าเสียใจก็ไม่ใช่อีก อธิบายความรู้สึกเป็นเหตุและผลได้ไม่ถูกนัก ว่าเพราะอะไรการหลับนอนที่ขาดตอนจึงเกิดขึ้น จนเมื่อนั่งให้อะไรๆ นิ่งขึ้น ฉันก็เริ่มรู้สึกเป็นห่วงผู้คนที่เผชิญสายฝนเดียวกันนี้ในรูปรอยทีต่างออกไปขึ้นมาอย่างสุดใจ
บ้านเก่าๆ ของฉัน เต็มที่สายฝนก็สาดเข้ามาตามร่องหน้าต่างประตู หลังคาเก่าๆ ก็อาจส่งเสียงดังไปบ้าง ฟ้าร้องเสียงสนั่นก็อาจแทรกตัวตามวัสดุผุกร่อนเข้ามารบกวนใจ
แต่ที่แน่ชัดยิ่งกว่า คือ ไอเย็นของสายฝนที่สร้างความปรีดาให้คนกำลังนอน
ก็ไม่ได้เป็นคนดีมีเมตตาอะไรขนาดนั้น แต่เสียงฝนในปริมาณหนักหนาขนาดนี้ คนที่น่าเป็นห่วงมีมากมายเหลือเกิน ตั้งแต่ผู้คนที่บ้านหลักคาผุรั่ว บ้านที่รอลุ้นว่าน้ำจะเข้าไหม และคนที่บ้านเป็นหลังๆ ไม่เคยมีอยู่จริง -- พวกเขาจะยากลำบากแค่ไหน
บางทีนี่อาจเรียกว่า ‘ร่วมทุกข์ร่วมสุข’ เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกได้ถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างมาก ในเวลาฝนห่าใหญ่ไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้ ฉันเห็นใจผู้คนเหล่านั้นจนสะเทือนใจ และหวนนึกถึงชีวิตที่ตัวเองเป็นอยู่เหลือเกิน
ดีแค่ไหนแล้วที่เกิดมาในบ้านเป็นหลังๆ ดีแค่ไหนแล้วที่มีพ่อแม่คอยดูแลห่วงใย ดีแค่ไหนแล้วที่มีอาหารที่รังนอนให้กินอิ่นนอนหลับ ดีแค่ไหนแล้วที่สายฝนห่าใหญ่คือไอเย็นให้ผ่อนคาย ดีแค่ไหนแล้วที่มีวันนี้
หวังว่าความรู้สึกเช่นนี้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ และตลอดไป และหวังอีกเช่นกันที่วันต่อๆ ไป ฉันจะแบ่งเบาความทุกข์ของพวกเขาได้บ้าง ไม่มาก ก็น้อย หรือเพียงนิดก็ยังดี
ตีสอง สามสิบสองนาที
ขณะที่ความหดหู่ปกคลุม
น้อยครั้งเหลือเกินที่ค่ำคืนจะขาดตอนจากเสียงสายฝน ฉันตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์หดหู่อย่างบอกไม่ถูก จะว่าเศร้าโศกก็ไม่ใช่ จะว่าเสียใจก็ไม่ใช่อีก อธิบายความรู้สึกเป็นเหตุและผลได้ไม่ถูกนัก ว่าเพราะอะไรการหลับนอนที่ขาดตอนจึงเกิดขึ้น จนเมื่อนั่งให้อะไรๆ นิ่งขึ้น ฉันก็เริ่มรู้สึกเป็นห่วงผู้คนที่เผชิญสายฝนเดียวกันนี้ในรูปรอยทีต่างออกไปขึ้นมาอย่างสุดใจ
บ้านเก่าๆ ของฉัน เต็มที่สายฝนก็สาดเข้ามาตามร่องหน้าต่างประตู หลังคาเก่าๆ ก็อาจส่งเสียงดังไปบ้าง ฟ้าร้องเสียงสนั่นก็อาจแทรกตัวตามวัสดุผุกร่อนเข้ามารบกวนใจ
แต่ที่แน่ชัดยิ่งกว่า คือ ไอเย็นของสายฝนที่สร้างความปรีดาให้คนกำลังนอน
ก็ไม่ได้เป็นคนดีมีเมตตาอะไรขนาดนั้น แต่เสียงฝนในปริมาณหนักหนาขนาดนี้ คนที่น่าเป็นห่วงมีมากมายเหลือเกิน ตั้งแต่ผู้คนที่บ้านหลักคาผุรั่ว บ้านที่รอลุ้นว่าน้ำจะเข้าไหม และคนที่บ้านเป็นหลังๆ ไม่เคยมีอยู่จริง -- พวกเขาจะยากลำบากแค่ไหน
บางทีนี่อาจเรียกว่า ‘ร่วมทุกข์ร่วมสุข’ เป็นอีกครั้งที่ฉันรู้สึกได้ถึงความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผู้อื่นอย่างมาก ในเวลาฝนห่าใหญ่ไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้ ฉันเห็นใจผู้คนเหล่านั้นจนสะเทือนใจ และหวนนึกถึงชีวิตที่ตัวเองเป็นอยู่เหลือเกิน
ดีแค่ไหนแล้วที่เกิดมาในบ้านเป็นหลังๆ ดีแค่ไหนแล้วที่มีพ่อแม่คอยดูแลห่วงใย ดีแค่ไหนแล้วที่มีอาหารที่รังนอนให้กินอิ่นนอนหลับ ดีแค่ไหนแล้วที่สายฝนห่าใหญ่คือไอเย็นให้ผ่อนคาย ดีแค่ไหนแล้วที่มีวันนี้
หวังว่าความรู้สึกเช่นนี้จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ และตลอดไป และหวังอีกเช่นกันที่วันต่อๆ ไป ฉันจะแบ่งเบาความทุกข์ของพวกเขาได้บ้าง ไม่มาก ก็น้อย หรือเพียงนิดก็ยังดี
ตีสอง สามสิบสองนาที
ขณะที่ความหดหู่ปกคลุม
30 สิงหาคม 2555
ความเป็นคน
ความสงสัย ใคร่รู้ ในตัวคน
ความสับสน ค้นหา พลางสงสัย
ความเป็นคน อดทนไป เพื่อผู้ใด
เหยียบโลกไป เหยียบเข้าไป เหยียบย่ำตน
หนึ่งชีวิต ไม่ศรัทธา แสนเซซัด
เชื่อถนัด ว่าไม่ใช่ ที่ของฉัน
อึดอัดใจ เดินก้าวไป ทีละวัน
ไร้ความฝัน สิ้นกำลัง แต่ต้องไป
ช่างแปลกแยก ไร้ที่ยืน ฝืนเหลือทน
ความเป็นคน ว่าประเสริฐ เกิดยากแท้
คล้ายเข้าใจ แต่ก็ไม่ จนร่อแร่
หวังเพียงแต่ ได้สัมผัส คุณค่าคน
พยายาม อย่างเต็มที่ เพื่อค้นพบ
ก่อนจุดจบ หวังว่า ไว้สักวัน
ตัวของฉัน จะคว้าไว้ ไม่ต่างกัน
เพื่อความฝัน เพื่อตัวคน เพื่อตัวเอง
ความสับสน ค้นหา พลางสงสัย
ความเป็นคน อดทนไป เพื่อผู้ใด
เหยียบโลกไป เหยียบเข้าไป เหยียบย่ำตน
หนึ่งชีวิต ไม่ศรัทธา แสนเซซัด
เชื่อถนัด ว่าไม่ใช่ ที่ของฉัน
อึดอัดใจ เดินก้าวไป ทีละวัน
ไร้ความฝัน สิ้นกำลัง แต่ต้องไป
ช่างแปลกแยก ไร้ที่ยืน ฝืนเหลือทน
ความเป็นคน ว่าประเสริฐ เกิดยากแท้
คล้ายเข้าใจ แต่ก็ไม่ จนร่อแร่
หวังเพียงแต่ ได้สัมผัส คุณค่าคน
พยายาม อย่างเต็มที่ เพื่อค้นพบ
ก่อนจุดจบ หวังว่า ไว้สักวัน
ตัวของฉัน จะคว้าไว้ ไม่ต่างกัน
เพื่อความฝัน เพื่อตัวคน เพื่อตัวเอง
25 สิงหาคม 2555
วันเกิด
ปีละครั้งทำให้ได้ทบทวน
วันคืนหวนเบลอชัดเข้ามาหา
นับถอยหลังสู่วัยแก่ชรา
เดี๋ยวไม่นาน ก็ตายห่า แล้วนะเรา
ฉันเกิดมาเป็นคนโดยสองคน
สร้างสับสน คำถาม และสงสัย
ในหลายครั้ง ไม่เข้าใจ เกิดทำไม
แต่อย่างไร ฉันจะเป็น เด็กดีดี
วันคืนหวนเบลอชัดเข้ามาหา
นับถอยหลังสู่วัยแก่ชรา
เดี๋ยวไม่นาน ก็ตายห่า แล้วนะเรา
ฉันเกิดมาเป็นคนโดยสองคน
สร้างสับสน คำถาม และสงสัย
ในหลายครั้ง ไม่เข้าใจ เกิดทำไม
แต่อย่างไร ฉันจะเป็น เด็กดีดี
มาอีกครั้ง วันแรกของวันที่เหลือ
ฉันอยู่เพื่อ สร้างความหมาย และคุณค่า
ให้กับตน ให้กับท่าน ให้กับฟ้า
ไปช้าๆ ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวก็ตาย
หลากหลายคน ที่ผ่านมา ในชีวิต
ทั้งใกล้ชิด ห่างเหิน และห่างหาย
คิดย้อนไป ก็ไม่เคย นึกเสียดาย
ขอบใจหลาย ทุกๆ ท่าน ชะเอิงเอย
ฉันอยู่เพื่อ สร้างความหมาย และคุณค่า
ให้กับตน ให้กับท่าน ให้กับฟ้า
ไปช้าๆ ไม่ต้องรีบ เดี๋ยวก็ตาย
หลากหลายคน ที่ผ่านมา ในชีวิต
ทั้งใกล้ชิด ห่างเหิน และห่างหาย
คิดย้อนไป ก็ไม่เคย นึกเสียดาย
ขอบใจหลาย ทุกๆ ท่าน ชะเอิงเอย
13 สิงหาคม 2555
พังทลายแล้ว พังทลายเล่า
1
เข้าใจได้ไม่ยากว่าข้อเท็จจริงของมนุษย์แบบโลกย์ๆ ก็คือ ชีวิตมีทั้งรัก-ชัง, สมหวัง-ผิดหวัง, ดีใจ-เสียใจ, ได้รับมา-ต้องเสียไป ฯลฯ
ส่วนข้อเท็จจริงของมนุษย์ที่เข้าใจในธรรม เข้าใจสรรพสิ่ง เขาก็คงแทบไม่ทุกข์โศกกับความเป็นไปต่างๆ แทบจะหมดสิ้นความเขลา ความเศร้า ความงี่เง่าต่างๆ นาๆ กระทั่งดำเนินชีวิตไปด้วยความสงบ เบิกบาน และมองสิ่งที่ผ่านเข้ามาด้วยสายตาของผู้เข้าอกเข้าใจ
อย่างน้อยๆ ถ้าสามารถประคับประคองเรื่องราวไกลออกไปด้วยความรอบคอบ จิตใจอันสัตย์ซื่อ เจตนาอันบริสุทธิ์ กระทั่งสิ่งต่างๆ ค่อยๆ เคลื่อนมาตรงหน้า ใครๆ ก็คงหวังว่าการมุ่งสร้างแต่เหตุดีๆ จะต้องดลบันดาลให้สิ่งที่เหล่านั้นเป็นไปดังหวัง หรือไม่ก็อย่าผิดหวังเลย
ไม่มีใครหรอก ที่อยากประสบพบเจอกับการสูญเสีย มันไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย ที่เขาจะต้องมาเจอกับความเลวร้าย
เราอยู่กับความเข้าใจเหล่านี้มาตลอด
2
หนังสือธรรมะเกี่ยวพันกับผู้เข้าใจธรรมะ การอ่านหนังสือธรรมะน่าจะช่วยให้ชีวิตหลังจากนั้นเบาโล่งโปร่งสบาย เราเข้าใจในเชิงความเป็นเหตุเป็นผล กระทั่งเข้าใจแบบดื่มด่ำกับเหตุการณ์ยากคาดเดาที่กำลังจะเกิดขึ้นทีละอย่างทีละสิ่ง
มากบ้างน้อยบ้าง เมื่อเข้าใจ วางเฉย คลี่คลาย มากขึ้นๆ ปัญหาเหล่านั้นก็คงหมดไป
'เมื่อทุกอย่างพังทลาย' โดยเพม่า โชดรัน เป็นหนังสือธรรมะที่ยุติความเข้าใจนั้นของฉันจนแทบหมดสิ้น ปัญหาที่เคยหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ได้จางไปเลยแม้แต่น้อย มันยังอยู่ครบถ้วน แถมคำพูดในหนังสือก็แทบจะขับไสให้ฉันกลับไปอยู่กับความโกลาหลนั้นอีกรอบ
ให้ตายสิ ไม่ได้เข้าใจอะไรมากขึ้นเลย หนังสือธรรมะเล่มนี้ไม่มีเค้าลางของการเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานเอาเสียเลย
ฉันลองเดินไปยังสวนอักษรช้าๆ แล้วจึงเริ่มรู้สึกบางอย่างขึ้นมา เพม่าบอกว่านี่ไม่ใช่การกลั่นแกล้งคนฟุ้งซ่านในธรรม แต่นี่เป็น 'หนทางของนักรบ' ใช่...หนทางธรรมดามากๆ นี่แหละ คือ 'หนทางแห่งจิตวิญญาณ'
หนังสือฟาดฉันอย่างจังด้วยการบอกว่า ...ต้องเลิกคิดว่าหากเข้าใจในธรรม ชีวิตในวันต่อๆ ไปจะหมดสิ้นปัญหา ธรรมทำได้เพียงพาเราเข้าไปสนิทสนมกับปัญหา และเราเองนั่นแหละที่จะหาทางอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบไม่เอาเป็นเอาตายซึ่งกันและกัน...
ปัญหามีอยู่ทุกหนแห่ง และชีวิตก็พร้อมพังทลายได้ทุกวินาที
3
ชีวิต 'นักรบ' เพิ่งเริ่มต้น
นักรบที่มีชั้นเชิงในการใช้อาวุธ ก็หาได้การันตีว่าร่างกายจะปราศจากริ้วรอย ตราบเท่าที่เขายังเป็นนักรบ และยังต้องออกรบอยู่ทุกเวลา
คุณมีสิทธิที่จะหลบหลีกความโกลาหลได้อย่างเต็มที่ แต่ไม่มีใครกล้ารับประกันว่าความโกลาหลนั้นจะไม่เดินทางมาหาคุณ
ต่อให้คุณฝึกฝน คุณคล่องแคล่ว คุณเข้าขั้นนักรบผู้แข็งแกร่งและมีปัญญา แต่มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเรื่องราวบนสนามรบ
บนสนามรบไม่เคยการันตีความปลอดภัยแก่ผู้ใด
22 กรกฎาคม 2555
ตัวใครตัวมัน
ไม่ใช่ว่าผมไม่รู้ว่าสิ่งที่ควรทำคืออะไร
ผมรู้ ผมเข้าใจ
อาจจะไม่รู้ทั้งหมดครบถ้วน แต่ความเป็นเหตุเป็นผลในหัวของผม ก็มีปริมาณมากเพียงพอแน่ๆ สำหรับการจัดการความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ตั้งแต่ต้นไม้-ใบหญ้า สิงสาราสัตว์ การตั้งอยู่ของวัตถุ คนในครอบครัว คนที่ผ่านเข้ามาในแต่ละสถานการณ์ ไปจนถึงความสัมพันธ์ของผมกับตัวเอง
หากต้องการให้ชีวิตประจำวันดำเนินไปอย่างปกติสุข
ผมควรเปิดใจรับความหลากหลายของผู้คน
สอดส่องหาแง่งามของสิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านเข้า
ยินดีให้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่
ปล่อยให้ความถดถอยทำงานของมันไปตามสภาพ
อยู่กับสิ่งที่เป็น ไม่ใช่สิ่งที่หวัง
...
ทั้งหมดทั้งมวลก็ง่ายๆ
ผมแค่ต้องไม่ไปกะเกณณ์สิ่งที่ควรจะเป็น
แม้ผมจะจินตนาการสิ่งสมบูรณ์แบบไว้แล้วก็ตาม
แต่ผมต้องตระหนักว่าโลกใบนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ
ไม่ว่าใครๆ หรือสิ่งใดๆ ก็ตาม
ล้วนมีตำหนิ บกพร่อง ขาดแคลน และไม่เคยครบถ้วน
ผมรู้
แล้วผมก็รู้ว่าใครๆ ก็รู้ทั้งนั้นแหละ
และแน่นอนว่าเมื่อใครๆ ก็รู้ โลกใบนี้ก็น่าจะปกติสุข
หากทุกคนขยับเข้าขยับออกในความสัมพันธ์
จัดระยะห่างของสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสม
มันก็ไม่เห็นจะต้องมีปัญหาอะไร
แต่สรรพสิ่งบนโลกก็หาได้ปกติสุขเลย
คงต้องมีบ้างแหละ ที่ใครจะไม่พอใจความไม่ปกติสุขของโลก
คนที่ขัดแย้ง ไม่พอใจ กับสิ่งต่างๆ ที่ไม่เป็นไปดังหวัง
สำหรับหลายคน
ภาวะนั้นอาจไม่รุนแรง หนักหนา และเป็นอุปสรรคในการหายใจ
แต่ไม่ใช่สำหรับผม
มันปะทะ ปะทุ จนกระทั่งผมไม่สามารถปะติดปะต่อสิ่งที่อยู่ภายใน
ให้มีร่องรอยแบบปกติกับเขาได้
มันเริ่มต้นทีละน้อย และมากขึ้นทีละหน่อย
หากหมายถึงว่า เราจะอยู่กับชีวิตประจำวันได้อย่างไรให้ปกติสุข
ผมรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
จนผมเริ่มรู้สึกแปลกแยกรุนแรง
ว่าผมจะทำยังไงถึงจะนำสิ่งต่างๆ เหล่านั้น
มาใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ตรงหน้าได้อย่างไร
ผมรู้ ผมเข้าใจ
อาจจะไม่รู้ทั้งหมดครบถ้วน แต่ความเป็นเหตุเป็นผลในหัวของผม ก็มีปริมาณมากเพียงพอแน่ๆ สำหรับการจัดการความสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว ตั้งแต่ต้นไม้-ใบหญ้า สิงสาราสัตว์ การตั้งอยู่ของวัตถุ คนในครอบครัว คนที่ผ่านเข้ามาในแต่ละสถานการณ์ ไปจนถึงความสัมพันธ์ของผมกับตัวเอง
หากต้องการให้ชีวิตประจำวันดำเนินไปอย่างปกติสุข
ผมควรเปิดใจรับความหลากหลายของผู้คน
สอดส่องหาแง่งามของสิ่งที่เกิดขึ้นและผ่านเข้า
ยินดีให้สิ่งที่ไม่พึงประสงค์ทำหน้าที่ของมันอย่างเต็มที่
ปล่อยให้ความถดถอยทำงานของมันไปตามสภาพ
อยู่กับสิ่งที่เป็น ไม่ใช่สิ่งที่หวัง
...
ทั้งหมดทั้งมวลก็ง่ายๆ
ผมแค่ต้องไม่ไปกะเกณณ์สิ่งที่ควรจะเป็น
แม้ผมจะจินตนาการสิ่งสมบูรณ์แบบไว้แล้วก็ตาม
แต่ผมต้องตระหนักว่าโลกใบนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ
ไม่ว่าใครๆ หรือสิ่งใดๆ ก็ตาม
ล้วนมีตำหนิ บกพร่อง ขาดแคลน และไม่เคยครบถ้วน
ผมรู้
แล้วผมก็รู้ว่าใครๆ ก็รู้ทั้งนั้นแหละ
และแน่นอนว่าเมื่อใครๆ ก็รู้ โลกใบนี้ก็น่าจะปกติสุข
หากทุกคนขยับเข้าขยับออกในความสัมพันธ์
จัดระยะห่างของสิ่งต่างๆ ให้เหมาะสม
มันก็ไม่เห็นจะต้องมีปัญหาอะไร
แต่สรรพสิ่งบนโลกก็หาได้ปกติสุขเลย
คงต้องมีบ้างแหละ ที่ใครจะไม่พอใจความไม่ปกติสุขของโลก
คนที่ขัดแย้ง ไม่พอใจ กับสิ่งต่างๆ ที่ไม่เป็นไปดังหวัง
สำหรับหลายคน
ภาวะนั้นอาจไม่รุนแรง หนักหนา และเป็นอุปสรรคในการหายใจ
แต่ไม่ใช่สำหรับผม
มันปะทะ ปะทุ จนกระทั่งผมไม่สามารถปะติดปะต่อสิ่งที่อยู่ภายใน
ให้มีร่องรอยแบบปกติกับเขาได้
มันเริ่มต้นทีละน้อย และมากขึ้นทีละหน่อย
หากหมายถึงว่า เราจะอยู่กับชีวิตประจำวันได้อย่างไรให้ปกติสุข
ผมรู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ
จนผมเริ่มรู้สึกแปลกแยกรุนแรง
ว่าผมจะทำยังไงถึงจะนำสิ่งต่างๆ เหล่านั้น
มาใช้กับสถานการณ์ต่างๆ ตรงหน้าได้อย่างไร
17 กรกฎาคม 2555
ดูหนัง
1
เรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัวย่อมมีเหตุ มีผล ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นลอยๆ แบบไร้คำอธิบาย การได้ตั้งคำถามว่าทำไมบุคคลที่หนึ่ง-สอง-สามทำไมถึงทำเช่นนั้น และค่อยๆ ลงมือสืบค้นหาคำตอบ จะวันนี้ จะวันหน้า ยังไงๆ ก็ควรทำให้ได้สักวัน
ว่ากันว่าถึงที่สุด คำอธิบายว่า 'ไม่มีเหตุผล' แท้จริงก็คือเหตุผลแบบหนึ่ง
'กิน ขี้ ปี้ นอน' มนุษย์ที่ใช้ชีวิตแบบโลกๆ คงมีหลักใหญ่ใจความไม่แตกต่างกันมากนัก ภาวะภายในก็ยังคงเดิมๆ ตั้งแต่อดีตหลายๆ ปี มาจนปัจจุบัน
อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง หรือสังเกตสังกาเรื่องราวรอบตัว
นั่งมองลุงดำ ป้าแดง ตาแม้น ยายปริก พี่กิ๊บซี่ น้องพอลล่า แล้วคิดใคร่ครวญว่าพวกเขาทำอะไรกัน เราน่าจะได้ต้นทุนมาทำความเข้าใจต่อว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราคืออะไร
คงไม่สูญเปล่า หากเราให้เวลากับการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว
เพราะมันก็คือ การได้เข้าใจปัจจุบัน และอาจมีเศษเสี้ยวที่จะสามารถบรรเทาความมึนงงของอนาคตได้
2
เบื้องหลังหนังสักเรื่อง ก็คือ การพยายามทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัว ใช้ศาสตร์เฉพาะทางมากำกับ และปล่อยให้เนื้อสารค่อยๆ ไหลเข้าไปยังการรับรู้ของผู้ชม
หนังดีๆ สักเรื่องก็คงไม่ต่างอะไรกับ 'การทำความเข้าใจชีวิต' ของคนอื่น เพื่อนึกย้อนมาเข้าใจตนเอง
...
ผมเดินออกมาจากโรงหนังด้วยความรู้สึกว่าเวลากว่าชั่วโมงครึ่งคือการละเลียดเครื่องหมายคำถาม หนักเข้าเมื่อได้ยินคนด้านหน้าพูดว่า "หนังดีๆ มากเลยนะเธอ" ผมเริ่มมีคำถามกับสมาธิและช่องรับสัญญาณของตัวเองว่ายังใช้การอยู่ได้หรือเปล่า
"เราดูไม่เข้าใจเลย" ผมตอบกลับคนที่มาดูด้วยกันไปตรงๆ
"แล้วถ้าไม่ต้องคิดเลยล่ะ รู้สึกยังไงกับการดู" เธอถามกลับ
"เราคิดไม่ออกว่ารู้สึกยังไง" ผมอธิบายความรู้สึกด้วยความคิด
แล้วเธอก็เล่าสิ่งที่เธอได้จากหนังเรื่องนั้นให้ฟัง ผมใช้สมาธิที่มีอยู่น้อยนิดในขณะนั้นเชื่อมต่อเหตุและผลทีละสิ่ง แต่ก็ยังเดินไปยังป้ายรถเมล์ด้วยความรู้สึกมึนตึ้บอยู่ดี
3
'คุณอาจดูหนังของเขาไม่เข้าใจ' นิตยสารเล่มหนึ่งบอกถึงหนังที่ผมเพิ่งได้ดูมาไว้ประมาณนี้
ผมรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย ว่าไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ออกมาด้วยความมึนงง
ขออธิบายสั้นๆ ก่อนว่า ที่บอกว่าไม่เข้าใจ ผมเพียงไม่สามารถเชื่อมโยงความคิดของผู้อยู่เบื้องหลังให้กลายเป็นก้อนกลมๆ ว่าทั้งหมดที่ผมนั่งดูนั้น เขาต้องการจะบอกอะไร
แต่ภาพสวยๆ ที่เขาถ่ายออกมา อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร การตัดต่อที่แปลกออกไปจากหนังในโรงส่วนใหญ่ ฯลฯ ก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ครบถ้วน เข้าขั้นหนังที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง
เพียงแต่ผมไม่เข้าใจมัน-เท่านั้น
4
พอรู้ว่าไม่ใช่คนเดียวที่ไม่เข้าใจ ทำให้ผมเหมือนจะเข้าใจอะไรมากขึ้น
หนึ่ง - แม้หนังทุกเรื่องล้วนมี 'ใจความ' ของสิ่งที่อยากบอกอยู่ทั้งสิ้น แต่ความน่าสนใจย่อมมาจากสิ่งอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน
สอง - ไม่เข้าใจวันนี้ อาจเข้าใจได้ในวันพรุ่งนี้
สาม - ถ้ากำลังนั่งเบลอกับใจความของหนังตรงหน้า ลองรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มีดูสักตั้ง ถ้ายังไม่เข้าใจอีก เปลี่ยนมาดูภาพสวยๆ คนแสดงหน้าตาดีๆ แทนซะเลย
สี่ - ผมก็สามารถเข้าใจว่าตัวเองไม่เข้าใจมันก็ได้นี่หน่า
ห้า - ดูหนัง ย่อมมีอะไรมากกว่านั้น เพราะสาระของมันอาจรวมว่าเราดูกับใครเข้าไปด้วย
เรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัวย่อมมีเหตุ มีผล ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นลอยๆ แบบไร้คำอธิบาย การได้ตั้งคำถามว่าทำไมบุคคลที่หนึ่ง-สอง-สามทำไมถึงทำเช่นนั้น และค่อยๆ ลงมือสืบค้นหาคำตอบ จะวันนี้ จะวันหน้า ยังไงๆ ก็ควรทำให้ได้สักวัน
ว่ากันว่าถึงที่สุด คำอธิบายว่า 'ไม่มีเหตุผล' แท้จริงก็คือเหตุผลแบบหนึ่ง
'กิน ขี้ ปี้ นอน' มนุษย์ที่ใช้ชีวิตแบบโลกๆ คงมีหลักใหญ่ใจความไม่แตกต่างกันมากนัก ภาวะภายในก็ยังคงเดิมๆ ตั้งแต่อดีตหลายๆ ปี มาจนปัจจุบัน
อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง หรือสังเกตสังกาเรื่องราวรอบตัว
นั่งมองลุงดำ ป้าแดง ตาแม้น ยายปริก พี่กิ๊บซี่ น้องพอลล่า แล้วคิดใคร่ครวญว่าพวกเขาทำอะไรกัน เราน่าจะได้ต้นทุนมาทำความเข้าใจต่อว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเราคืออะไร
คงไม่สูญเปล่า หากเราให้เวลากับการทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว
เพราะมันก็คือ การได้เข้าใจปัจจุบัน และอาจมีเศษเสี้ยวที่จะสามารถบรรเทาความมึนงงของอนาคตได้
2
เบื้องหลังหนังสักเรื่อง ก็คือ การพยายามทำความเข้าใจสิ่งต่างๆ รอบตัว ใช้ศาสตร์เฉพาะทางมากำกับ และปล่อยให้เนื้อสารค่อยๆ ไหลเข้าไปยังการรับรู้ของผู้ชม
หนังดีๆ สักเรื่องก็คงไม่ต่างอะไรกับ 'การทำความเข้าใจชีวิต' ของคนอื่น เพื่อนึกย้อนมาเข้าใจตนเอง
...
ผมเดินออกมาจากโรงหนังด้วยความรู้สึกว่าเวลากว่าชั่วโมงครึ่งคือการละเลียดเครื่องหมายคำถาม หนักเข้าเมื่อได้ยินคนด้านหน้าพูดว่า "หนังดีๆ มากเลยนะเธอ" ผมเริ่มมีคำถามกับสมาธิและช่องรับสัญญาณของตัวเองว่ายังใช้การอยู่ได้หรือเปล่า
"เราดูไม่เข้าใจเลย" ผมตอบกลับคนที่มาดูด้วยกันไปตรงๆ
"แล้วถ้าไม่ต้องคิดเลยล่ะ รู้สึกยังไงกับการดู" เธอถามกลับ
"เราคิดไม่ออกว่ารู้สึกยังไง" ผมอธิบายความรู้สึกด้วยความคิด
แล้วเธอก็เล่าสิ่งที่เธอได้จากหนังเรื่องนั้นให้ฟัง ผมใช้สมาธิที่มีอยู่น้อยนิดในขณะนั้นเชื่อมต่อเหตุและผลทีละสิ่ง แต่ก็ยังเดินไปยังป้ายรถเมล์ด้วยความรู้สึกมึนตึ้บอยู่ดี
3
'คุณอาจดูหนังของเขาไม่เข้าใจ' นิตยสารเล่มหนึ่งบอกถึงหนังที่ผมเพิ่งได้ดูมาไว้ประมาณนี้
ผมรู้สึกสบายใจขึ้นเล็กน้อย ว่าไม่ใช่เพียงคนเดียวที่ออกมาด้วยความมึนงง
ขออธิบายสั้นๆ ก่อนว่า ที่บอกว่าไม่เข้าใจ ผมเพียงไม่สามารถเชื่อมโยงความคิดของผู้อยู่เบื้องหลังให้กลายเป็นก้อนกลมๆ ว่าทั้งหมดที่ผมนั่งดูนั้น เขาต้องการจะบอกอะไร
แต่ภาพสวยๆ ที่เขาถ่ายออกมา อารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร การตัดต่อที่แปลกออกไปจากหนังในโรงส่วนใหญ่ ฯลฯ ก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ครบถ้วน เข้าขั้นหนังที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง
เพียงแต่ผมไม่เข้าใจมัน-เท่านั้น
4
พอรู้ว่าไม่ใช่คนเดียวที่ไม่เข้าใจ ทำให้ผมเหมือนจะเข้าใจอะไรมากขึ้น
หนึ่ง - แม้หนังทุกเรื่องล้วนมี 'ใจความ' ของสิ่งที่อยากบอกอยู่ทั้งสิ้น แต่ความน่าสนใจย่อมมาจากสิ่งอื่นๆ ได้ด้วยเช่นกัน
สอง - ไม่เข้าใจวันนี้ อาจเข้าใจได้ในวันพรุ่งนี้
สาม - ถ้ากำลังนั่งเบลอกับใจความของหนังตรงหน้า ลองรวบรวมสมาธิทั้งหมดที่มีดูสักตั้ง ถ้ายังไม่เข้าใจอีก เปลี่ยนมาดูภาพสวยๆ คนแสดงหน้าตาดีๆ แทนซะเลย
สี่ - ผมก็สามารถเข้าใจว่าตัวเองไม่เข้าใจมันก็ได้นี่หน่า
ห้า - ดูหนัง ย่อมมีอะไรมากกว่านั้น เพราะสาระของมันอาจรวมว่าเราดูกับใครเข้าไปด้วย
16 กรกฎาคม 2555
โล่ง
สำหรับเราแล้ว
ความรู้สึก 'โล่ง' ของคนขีดๆ เขียนๆ น่าจะเกิดขึ้นอย่างน้อยๆ 4 รอบ
หนึ่ง - เมื่อคิดประเด็นที่จะเล่าตั้งแต่หัว-ท้ายได้สำเร็จ
สอง - เมื่อเขียนได้ออกมาครบเหมือนกับความตั้งใจทีแรก
สาม - เมื่อคนตรวจงานมองว่าผ่านตามเกณฑ์นั้น
สี่ - เมื่องานเขียนชิ้นนั้นสามารถสร้างประโยชน์สักอย่างให้ผู้อ่านได้
อาจแถมรอบสุดท้ายไปว่า ถ้านานวันไปแล้วเราได้เข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น จากการอ่าน-การเขียน-การคิด ก็จะทำให้สิ่งที่ทำอยู่ดูมีเนื้อมีหนังเพียงพอต่อการกระทำมันซ้ำๆ จนเป็นชีวิตจริงๆ
ความรู้สึก 'โล่ง' ของคนขีดๆ เขียนๆ น่าจะเกิดขึ้นอย่างน้อยๆ 4 รอบ
หนึ่ง - เมื่อคิดประเด็นที่จะเล่าตั้งแต่หัว-ท้ายได้สำเร็จ
สอง - เมื่อเขียนได้ออกมาครบเหมือนกับความตั้งใจทีแรก
สาม - เมื่อคนตรวจงานมองว่าผ่านตามเกณฑ์นั้น
สี่ - เมื่องานเขียนชิ้นนั้นสามารถสร้างประโยชน์สักอย่างให้ผู้อ่านได้
อาจแถมรอบสุดท้ายไปว่า ถ้านานวันไปแล้วเราได้เข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น จากการอ่าน-การเขียน-การคิด ก็จะทำให้สิ่งที่ทำอยู่ดูมีเนื้อมีหนังเพียงพอต่อการกระทำมันซ้ำๆ จนเป็นชีวิตจริงๆ
11 กรกฎาคม 2555
ปะทะคะคาน
ผู้หญิง ผู้ใหญ่ และผู้เป็นหัวหน้า
3 สถานะที่ว่ากันว่า...
ผู้ชาย เด็ก และลูกน้องควรให้เกียรติ เคารพ และปฏิบัติตาม
"ถ้าอยากอยู่อย่างสงบเรียบร้อย เจ้าต้องไม่หือ ไม่อือ ไม่ส่งเสียงคัดค้าน โดยไม่ว่าในเหตุการณ์ตรงหน้าจะเป็นเช่นไร เจ้าควรทำความเข้าใจ เออๆ ออๆ ไปกับเขา ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะ" หลายคนบอกไว้ ผมยำรวมกันได้ประมาณนี้
คิดแบบมองด้วยสายตา ใครๆ ก็คงคิดว่าการทำตามๆ กันไปน่าจะง่ายดายกว่ามาก ไม่ต้องทำตัวให้แตกต่าง เขาว่าไงก็ว่าตามกันไป เห็นไหมล่ะ แค่นี้ง่ายจะตาย
ก็จริง!
แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นแบบนั้นหรอกนะ คนเรามีความคิดเป็นของตัวเอง เธอคิดแบบนั้น ฉันคิดแบบนี้ แล้วความคิดแบบกลุ่มก้อนจะออกมาเป็นแบบไหนก็อีกเรื่อง เรานั่งลงคุยกันได้ไหมว่าเรื่องหนึ่งๆ ควรเป็นแบบไหน ไม่ใช่ปักหมุดว่าสิ่งที่ทำๆ กันมาเป็นความประเสริฐเลิศเลอ จนไม่ว่าใครก็ควรต้องทำตาม
ดีหรือไม่ นั่นเรื่องหนึ่ง แต่ผมคิดเหมือนด้วยไหม ก็อีกเรื่อง
ได้โปรดเปิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ไม่ต้องเอาไปทำตามทุกสิ่งอย่างก็ได้ แต่การทำหน้าใสๆ แบ๊วๆ แล้วปิดประตูการรับฟังความคิดความเห็น มันไม่น่ารักเอาเสียเลย
หวังว่าเราจะพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผลได้
โดยไม่ต้องปะทะกันด้วยท่าทีรุนแรงนะ
หวังว่าเราจะค่อยๆ พูดคุยกันได้
หวังว่านะ...
3 สถานะที่ว่ากันว่า...
ผู้ชาย เด็ก และลูกน้องควรให้เกียรติ เคารพ และปฏิบัติตาม
"ถ้าอยากอยู่อย่างสงบเรียบร้อย เจ้าต้องไม่หือ ไม่อือ ไม่ส่งเสียงคัดค้าน โดยไม่ว่าในเหตุการณ์ตรงหน้าจะเป็นเช่นไร เจ้าควรทำความเข้าใจ เออๆ ออๆ ไปกับเขา ชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะเลยล่ะ" หลายคนบอกไว้ ผมยำรวมกันได้ประมาณนี้
คิดแบบมองด้วยสายตา ใครๆ ก็คงคิดว่าการทำตามๆ กันไปน่าจะง่ายดายกว่ามาก ไม่ต้องทำตัวให้แตกต่าง เขาว่าไงก็ว่าตามกันไป เห็นไหมล่ะ แค่นี้ง่ายจะตาย
ก็จริง!
แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นแบบนั้นหรอกนะ คนเรามีความคิดเป็นของตัวเอง เธอคิดแบบนั้น ฉันคิดแบบนี้ แล้วความคิดแบบกลุ่มก้อนจะออกมาเป็นแบบไหนก็อีกเรื่อง เรานั่งลงคุยกันได้ไหมว่าเรื่องหนึ่งๆ ควรเป็นแบบไหน ไม่ใช่ปักหมุดว่าสิ่งที่ทำๆ กันมาเป็นความประเสริฐเลิศเลอ จนไม่ว่าใครก็ควรต้องทำตาม
ดีหรือไม่ นั่นเรื่องหนึ่ง แต่ผมคิดเหมือนด้วยไหม ก็อีกเรื่อง
ได้โปรดเปิดรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างออกไป ไม่ต้องเอาไปทำตามทุกสิ่งอย่างก็ได้ แต่การทำหน้าใสๆ แบ๊วๆ แล้วปิดประตูการรับฟังความคิดความเห็น มันไม่น่ารักเอาเสียเลย
หวังว่าเราจะพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผลได้
โดยไม่ต้องปะทะกันด้วยท่าทีรุนแรงนะ
หวังว่าเราจะค่อยๆ พูดคุยกันได้
หวังว่านะ...
เวลาเช้า
แสงแรกแทรกตัวมายังบรรยากาศโดยรอบ
ฉันขยับเนื้อตัวเปิดรับความรู้สึกของเวลาเช้า
ภาระที่คั่งค้างร้องเตือนให้ลุกขึ้นมารับผิดชอบหน้าที่
ฉันปลุกสติรับรู้ให้เตรียมตัวออกไปยังรับผิดชอบการงาน
ให้ตายเถอะ การเกิดมาเป็นมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่ว่าประเสริฐสุด
ต้องมีชีวิตแต่ละวันไปแบบแข็งใจ ฝืนทน และพยายามมากเพียงนี้เลย ?
หากปักธงว่าการมีชีวิตอยู่ต่อคือสิ่งที่ควรทำ
ฉันเชื่อเหลือเกินว่าต้องสนุก ต้องมีความหมาย
หรือง่ายๆ ก็ต้องตื่นมาแล้วรู้สึกพึงพอใจที่จะทำ
สำหรับบางคน เวลาเช้าอาจน่าสนใจ น่าหลงใหล
แต่สำหรับฉันในวันนี้ การตื่นขึ้นมาช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความทรมาน
ต้องออกจากบ้านไปเจอในสิ่งที่ไม่มีความรู้สึกร่วม
ไปกระทำในสิ่งที่ขาดๆ เกินๆ ในความเชื่อ
แต่ก็ยังต้องทำ
ทำไปเรื่อยๆ
อาจเพราะ 'มนุษย์' แท้จริงหาได้ประเสริฐสุด
หรืออาจเพราะ 'ฉัน' เองยังไม่เห็นความยิ่งใหญ่นั้น
ฉันไม่แน่ใจ
ฉันขยับเนื้อตัวเปิดรับความรู้สึกของเวลาเช้า
ภาระที่คั่งค้างร้องเตือนให้ลุกขึ้นมารับผิดชอบหน้าที่
ฉันปลุกสติรับรู้ให้เตรียมตัวออกไปยังรับผิดชอบการงาน
ให้ตายเถอะ การเกิดมาเป็นมนุษย์ สิ่งมีชีวิตที่ว่าประเสริฐสุด
ต้องมีชีวิตแต่ละวันไปแบบแข็งใจ ฝืนทน และพยายามมากเพียงนี้เลย ?
หากปักธงว่าการมีชีวิตอยู่ต่อคือสิ่งที่ควรทำ
ฉันเชื่อเหลือเกินว่าต้องสนุก ต้องมีความหมาย
หรือง่ายๆ ก็ต้องตื่นมาแล้วรู้สึกพึงพอใจที่จะทำ
สำหรับบางคน เวลาเช้าอาจน่าสนใจ น่าหลงใหล
แต่สำหรับฉันในวันนี้ การตื่นขึ้นมาช่างเป็นช่วงเวลาแห่งความทรมาน
ต้องออกจากบ้านไปเจอในสิ่งที่ไม่มีความรู้สึกร่วม
ไปกระทำในสิ่งที่ขาดๆ เกินๆ ในความเชื่อ
แต่ก็ยังต้องทำ
ทำไปเรื่อยๆ
อาจเพราะ 'มนุษย์' แท้จริงหาได้ประเสริฐสุด
หรืออาจเพราะ 'ฉัน' เองยังไม่เห็นความยิ่งใหญ่นั้น
ฉันไม่แน่ใจ
10 กรกฎาคม 2555
เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป
อะไรๆ ก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปทั้งนั้นแหละ
จะคนหรือสิ่งมีชีวิตประเภทใดๆ สุดท้ายก็ต้องแยกย้ายจากกัน
ฉันว่าการ 'เกิดขึ้น' ของสิ่งมีชีวิตล้วนเป็นการเกิดขึ้นของผู้ที่ถูกเลือกทั้งนั้น เจ้าตัวอาจหาได้ปรารถนาที่จะมีชีวิต หรือบางทีก็อาจไม่สามารถหยั่งรู้ความต้องการของตนได้มาก่อน แต่ในนามความรักของ 'ผู้มาก่อน' ที่แวดล้อมอยู่ พวกเขาได้เห็นดีเห็นงาม และคิดว่าได้เลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้สำหรับ 'ผู้มาเยือน' มันเกิดขึ้นต่อเนื่องมาเรื่อยๆ และได้กลายเป็นเรื่องธรรมาสามัญมาเนิ่นนาน
ใช่ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้มาก่อน ก็อาจเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้มาเยือน
แต่บางทีก็อาจจะไม่
ทันทีที่เริ่มต้นชีวิต ความหมายของการ 'ตั้งอยู่' ก็เริ่มต้นไปพร้อมๆ กัน ดำเนินไปทีละสิ่งทีละอย่าง จนกระทั่งถึงวาระของการ 'ดับไป' จากโลกใบนี้ และจางหายไปจากความทรงจำของผู้คน
เมื่อฉันไม่ได้เป็นผู้เลือกการ 'เกิดขึ้น' มาบนโลกใบนี้ การเบลอๆ งงๆ ในการใช้ชีวิตท่ามกลางผู้คนและสิ่งต่างๆ ที่ซับซ้อนและสับสน ทำให้การ 'ตั้งอยู่' ของฉันเกิดคำถามที่ใครๆ ก็ถามตัวเองมานักต่อนักแล้วว่า 'ฉันเกิดมาทำไม' จนแล้วจนรอด แต่ละวันของฉันก็ดำเนินไปอย่างทุลักทุเล ฉันไม่เคยได้คำตอบที่ชัดแจ้งจนหายสงสัย อาจมีบ้างที่คล้ายจะเข้าใจ แต่สุดท้ายคำถามก็ยังคงอยู่ และหนักหนากว่าแต่ก่อน
กระทั่งฉันสนใจในการ 'ดับไป' ก่อนวาระผุสลายของร่างกาย
โง่เง่าสิ้นคิดสิ้นดีบ้างล่ะ บาปกรรมบ้างล่ะ ไม่เห็นคุณค่าอันประเสริฐสุดในฐานะมนุษย์คนหนึ่งบ้างล่ะ สูตรสำเร็จของผู้หยิบคว้า คุณค่าในการใช้ชีวิตไว้ได้ ก่นด่าใส่หน้า 'คนฆ่าตัวตาย' ไว้สารพัด และแน่นอน มันย่อมกระทบถึงคนรอบข้างของผู้จากไป
ฉันเชื่อ และเชื่อมาตลอดว่าหากใครสักคนเลือกที่จะยุติบทบาทของตัวเองก่อนกาล เขาย่อมมีสิทธิกระทำได้อย่างเต็มเปี่ยม ฉันกำลังพูดถึงสิทธิในการหยุดลมหายใจของตนเอง สิทธิที่อยู่นอกเหนือคำต่อว่า ประนาม ด่าทอของผู้ที่ยังรักตัวกลัวตาย คนเราเชื่อไม่เหมือนกัน หากคุณเชื่อในคุณค่าของการดำรงอยู่ คุณก็ควรเคารพสิ่งที่อีกคนกระทำในสิ่งที่คุณไม่เห็นด้วยเอามากๆ
ลองนึกดูอีกทีว่าตัวเราเป็นของเราหรือเปล่า ฉันว่าก็อาจไม่ใช่เสียทีเดียว
อย่างน้อยๆ คนที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่แรกเริ่มกระทั่งปัจจุบัน ก็สมควรได้รับรู้ความคิดความเห็นที่ชี้ชะตาความรู้สึกร่วมกันเสียก่อน เขาควรได้รับรู้ความแตกต่าง และเราเองก็ควรเคารพคนที่เชื่อมต่อสายสัมพันธ์มาทั้งชีวิต
แต่ฉันเองก็ไม่เพลิดเพลินนักกับสูตรสำเร็จว่าชีวิตที่ดี คือ ชีวิตที่อยู่ต่อไป การแจ้งเตือนเป็นเรื่องเป็นราวจึงยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ทางออกเฉพาะหน้าสำหรับภาวะ 'เบื่อโลก' และ 'เบื่อตัวเอง' ของฉันก็คือ การกระเสือนกระสนหาแง่งามให้ได้ในสถานการณ์ฉุกเฉินที่เข้ามาทุกๆ วัน
ก็ทำได้ในหลายครั้ง บางครั้งก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่แก่นแกนความคิด ความรู้สึก ความเชื่อที่มีต่อตัวเอง ต่อโลกใบนี้ ก็ยังตีบตัน มืดบอด และอ่อนล้ามากขึ้นทุกๆ วัน
ยังไงๆ คนเราก็ต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปกันทุกผู้คน ฉันรู้และฉันเข้าใจมันดี
ระหว่างนี้ ฉันหวังว่าฉันจะประคับประคองภาวะยากลำบากนี้ให้ได้มากขึ้น อาจไม่ต้องถึงกับดีเลิศ แต่ฉันจะพยายามกระทำให้คนรอบข้าง ทั้งคนในครอบครัวทางสายเลือด ทั้งคนที่ผูกพันกันทางความรู้สึกนึกคิด ให้กระทบกระทั่งกันน้อยที่สุด
ทั้งๆ ที่ฉันเองยังค้นหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ต่อไม่เจอเป็นชิ้นเป็นอันเลยก็ตาม
8 กรกฎาคม 2555
ผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุข
ถ้าเลือกได้ ผมเองก็อยากมีชีวิตที่ปกติสุข
ไม่ต้องหวือหวา ขอแบบบ้านๆ ง่ายๆ ประคับประคองไปได้ทีละวัน-ทีละวัน
ผมว่าคุณเองก็คงอยากมีชีวิตที่ปกติสุข
ไม่ว่าผมหรือคุณหรือใคร ก็คงคิดเห็นไม่ต่างกัน
หลายเดือนมานี้ ผมรู้สึกชีวิตตัวเองมันไม่ปกติเอาเสียเลย
เอาจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่นักหรอก
ที่ผ่านมาผมมักมีปัญหากับผู้คนรอบข้าง สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว
และแน่นอน ผมมีปัญหากับตัวเอง
แต่ช่วงนี้มันมากเป็นพิเศษ มากจนเสียผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเป็นบ้า
ผมไม่พอใจคนนั้น ไม่พอใจสิ่งนี้ และไม่พอใจตัวเองวันละหลายๆ รอบ
นี่ขนาดผมไม่ใช่คนที่มีภารกิจในแต่ละวันอะไรให้วุ่นวาย
ผมเองยังเสาะหาความวุ่นวายมาอยู่ในหัวได้ตั้งมากตั้งมาย
ชีวิตผมไม่ปกติสุขเอาเสียเลย
ผมเปิดทีวี ดูข่าว ดูรายการต่างๆ ไปตามประสา
ก็เริ่มที่จะไม่พอใจกับภารกิจของสื่อมวลชนที่ผลิตซ้ำความกลวงโบ๋ของชีวิต
ก็เริ่มหงุดหงิดกับรายการที่พยายามหลอกล่อให้เสียเงินซื้อของที่ไม่จำเป็นกับชีวิต
หนักเข้าผมเริ่มไม่พอใจกับท่าทีของทุกๆ คนที่แสดงออกถึงชีวิตอันฉาบฉวย
ผมดูทีวีไป ผมหงุดหงิดไป ผมรู้สึกว่าข้างในตัวเองหนักหนาเอาการ
เสพความกลวงโบ๋ ความหลอกลวง และสารพัดสิ่งฉาบฉวยของมนุษย์
จะว่าไป ผมเองก็ไม่ได้มีคุณค่าต่อโลกใบนี้เท่าไรนักหรอก
ก็คงใช่
ผมเหนื่อยหน่ายอยู่ทุกวี่วัน จะบ้าตาย
ใจคอผู้คนจะใช้ชีวิตกันแบบนี้ไปถึงไหน
ไม่คิดอยากมีชีวิตที่ปกติสุขบ้างหรือไง
ผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุข
แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง
ก็ในเมื่อ พวกเขาทุกคนทำตัวแบบนี้อยู่
ผมเหนื่อย ผมหน่าย ผมจะเป็นบ้าอยู่แล้ว
ผมลุกออกมาจากทีวี
แต่ทีวีก็ยังเปิดทิ้งไว้
ไม่ได้จะอยากติดตามอะไรมากนักหรอกนะ
ก็แค่อยากรู้ว่าความไร้สาระทั้งมวลมันจะมีอะไรอีกบ้าง
เพราะผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุข
อยากเปลี่ยนให้คนเหล่านั้นเลิกทำตัวแบบทุกวันนี้
เพราะผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุขจริงๆ
ถ้ามีมนต์วิเศษสักอย่างในมือ
ผมอยากเปลี่ยนพวกเขาให้มีแก่นสาร
ทำอะไรเพื่อคนรอบข้าง เพื่อโลกใบนี้
เพราะผมเคยได้ยินว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมผมไม่มีทางที่จะไม่เจอกับพวกเขา
ไม่วันนี้ ก็พรุ่งนี้ หรือวันใดวันหนึ่ง
ผมก็ต้องออกจากบ้านไปเจอคนนั้น คนนี้ ที่มีนิสัยแบบที่ผมเล่าให้พวกคุณฟังนี่ไง
ในเมื่อไม่อยากให้พวกเขามีนิสัยแย่ๆ
ผมเองก็เลยต้องหนักแน่นกับตัวเอง
กวดขันให้ทุกๆ การกระทำของตัวเองไม่ไปแทรกแซงความรู้สึกของคนอื่น
จนพวกเขาต้องมาต่อว่าผมเอาจนได้
แต่ผมก็ไม่เคยทำมันได้สักที
ผมแม่งเริ่มรำคานตัวเองทุกวัน
ทำไมผมต้องเผลอทำตัวให้คนรอบข้างไม่พอใจด้วยวะ
ไม่เคยตั้งใจเลยจริงๆ นะ ที่จะเผลอทำอะไรแบบนั้น
แล้วยังไงล่ะ คุณก็คงคิดว่าผมเองจะมาอ้างแบบนั้นไม่ได้หรอก
ใช่ ผมทำ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมาอ้างว่าไม่ได้เจตนา
วันก่อนก็หงุดหงิดกับตัวเอง เมื่อวานก็ด้วย วันนี้ก็อีก
แม่งเอาจริงๆ ก็เกือบทุกวันที่ผมเริ่มหงุดหงิดกับตัวเอง
ผมไม่อยากทำให้ใครไม่พอใจ ชีวิตที่ผมเกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งที
อยากให้ทุกวินาทีมีคุณค่า มีความหมาย มีประโยชน์กับคนอื่นๆ
รับไม่ได้จริงๆ ที่จะปล่อยให้การกระทำไปบั่นทอนความรู้สึกคนอื่น
ผมวุ่นวายใจเป็นบ้า ผมกำลังจะเป็นบ้าแล้ว
หรือจริงๆ ผมเป็นบ้าไปแล้ว แต่ผมไม่ยอมรับมัน
ผมลองนึกว่าทำไมพวกเขาและตัวผมเองถึงเป็นเช่นนี้
ใช่ ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบ
ทุกคนผิดพลาดกันได้เป็นเรื่องปกติ
ชีวิตที่เปี่ยมด้วยแก่นสารอาจไม่มีอยู่จริง
แล้วยังไง ผมรับไม่ได้หรอกนะที่จะใช้ชีวิตแบบห่วยๆ
ไม่มีประโยชน์ ไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าต่อโลกใบนี้
ปวดหัว ปวดใจ ปวดเนื้อปวดตัว
ความคิดทะลักเข้ามาในการรับรู้ผมอย่างไม่หยุดหย่อน
มันมา มันฟาดฟันกันอยู่ในหัว มันไม่ยอมไป
ผมกำลังจะเป็นบ้า
ไม่นะ ผมไม่อยากเป็นบ้า ผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุข
ไม่ต้องการอะไรมากมาย ขอแค่ประคับประคองในแต่ละวันให้ไม่ย่ำแย่จนเกินไป
ผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุขจริงๆ
ได้โปรดเถอะความคิดทั้งหลาย
ได้โปรดเถอะตัวผมเอง
ได้โปรดเถอะ
ผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุข
ไม่ต้องหวือหวา ขอแบบบ้านๆ ง่ายๆ ประคับประคองไปได้ทีละวัน-ทีละวัน
ผมว่าคุณเองก็คงอยากมีชีวิตที่ปกติสุข
ไม่ว่าผมหรือคุณหรือใคร ก็คงคิดเห็นไม่ต่างกัน
หลายเดือนมานี้ ผมรู้สึกชีวิตตัวเองมันไม่ปกติเอาเสียเลย
เอาจริงๆ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหม่นักหรอก
ที่ผ่านมาผมมักมีปัญหากับผู้คนรอบข้าง สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว
และแน่นอน ผมมีปัญหากับตัวเอง
แต่ช่วงนี้มันมากเป็นพิเศษ มากจนเสียผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะเป็นบ้า
ผมไม่พอใจคนนั้น ไม่พอใจสิ่งนี้ และไม่พอใจตัวเองวันละหลายๆ รอบ
นี่ขนาดผมไม่ใช่คนที่มีภารกิจในแต่ละวันอะไรให้วุ่นวาย
ผมเองยังเสาะหาความวุ่นวายมาอยู่ในหัวได้ตั้งมากตั้งมาย
ชีวิตผมไม่ปกติสุขเอาเสียเลย
ผมเปิดทีวี ดูข่าว ดูรายการต่างๆ ไปตามประสา
ก็เริ่มที่จะไม่พอใจกับภารกิจของสื่อมวลชนที่ผลิตซ้ำความกลวงโบ๋ของชีวิต
ก็เริ่มหงุดหงิดกับรายการที่พยายามหลอกล่อให้เสียเงินซื้อของที่ไม่จำเป็นกับชีวิต
หนักเข้าผมเริ่มไม่พอใจกับท่าทีของทุกๆ คนที่แสดงออกถึงชีวิตอันฉาบฉวย
ผมดูทีวีไป ผมหงุดหงิดไป ผมรู้สึกว่าข้างในตัวเองหนักหนาเอาการ
เสพความกลวงโบ๋ ความหลอกลวง และสารพัดสิ่งฉาบฉวยของมนุษย์
จะว่าไป ผมเองก็ไม่ได้มีคุณค่าต่อโลกใบนี้เท่าไรนักหรอก
ก็คงใช่
ผมเหนื่อยหน่ายอยู่ทุกวี่วัน จะบ้าตาย
ใจคอผู้คนจะใช้ชีวิตกันแบบนี้ไปถึงไหน
ไม่คิดอยากมีชีวิตที่ปกติสุขบ้างหรือไง
ผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุข
แต่มันจะเป็นไปได้ยังไง
ก็ในเมื่อ พวกเขาทุกคนทำตัวแบบนี้อยู่
ผมเหนื่อย ผมหน่าย ผมจะเป็นบ้าอยู่แล้ว
ผมลุกออกมาจากทีวี
แต่ทีวีก็ยังเปิดทิ้งไว้
ไม่ได้จะอยากติดตามอะไรมากนักหรอกนะ
ก็แค่อยากรู้ว่าความไร้สาระทั้งมวลมันจะมีอะไรอีกบ้าง
เพราะผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุข
อยากเปลี่ยนให้คนเหล่านั้นเลิกทำตัวแบบทุกวันนี้
เพราะผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุขจริงๆ
ถ้ามีมนต์วิเศษสักอย่างในมือ
ผมอยากเปลี่ยนพวกเขาให้มีแก่นสาร
ทำอะไรเพื่อคนรอบข้าง เพื่อโลกใบนี้
เพราะผมเคยได้ยินว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคมผมไม่มีทางที่จะไม่เจอกับพวกเขา
ไม่วันนี้ ก็พรุ่งนี้ หรือวันใดวันหนึ่ง
ผมก็ต้องออกจากบ้านไปเจอคนนั้น คนนี้ ที่มีนิสัยแบบที่ผมเล่าให้พวกคุณฟังนี่ไง
ในเมื่อไม่อยากให้พวกเขามีนิสัยแย่ๆ
ผมเองก็เลยต้องหนักแน่นกับตัวเอง
กวดขันให้ทุกๆ การกระทำของตัวเองไม่ไปแทรกแซงความรู้สึกของคนอื่น
จนพวกเขาต้องมาต่อว่าผมเอาจนได้
แต่ผมก็ไม่เคยทำมันได้สักที
ผมแม่งเริ่มรำคานตัวเองทุกวัน
ทำไมผมต้องเผลอทำตัวให้คนรอบข้างไม่พอใจด้วยวะ
ไม่เคยตั้งใจเลยจริงๆ นะ ที่จะเผลอทำอะไรแบบนั้น
แล้วยังไงล่ะ คุณก็คงคิดว่าผมเองจะมาอ้างแบบนั้นไม่ได้หรอก
ใช่ ผมทำ ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะมาอ้างว่าไม่ได้เจตนา
วันก่อนก็หงุดหงิดกับตัวเอง เมื่อวานก็ด้วย วันนี้ก็อีก
แม่งเอาจริงๆ ก็เกือบทุกวันที่ผมเริ่มหงุดหงิดกับตัวเอง
ผมไม่อยากทำให้ใครไม่พอใจ ชีวิตที่ผมเกิดมาเป็นมนุษย์ทั้งที
อยากให้ทุกวินาทีมีคุณค่า มีความหมาย มีประโยชน์กับคนอื่นๆ
รับไม่ได้จริงๆ ที่จะปล่อยให้การกระทำไปบั่นทอนความรู้สึกคนอื่น
ผมวุ่นวายใจเป็นบ้า ผมกำลังจะเป็นบ้าแล้ว
หรือจริงๆ ผมเป็นบ้าไปแล้ว แต่ผมไม่ยอมรับมัน
ผมลองนึกว่าทำไมพวกเขาและตัวผมเองถึงเป็นเช่นนี้
ใช่ ไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบ
ทุกคนผิดพลาดกันได้เป็นเรื่องปกติ
ชีวิตที่เปี่ยมด้วยแก่นสารอาจไม่มีอยู่จริง
แล้วยังไง ผมรับไม่ได้หรอกนะที่จะใช้ชีวิตแบบห่วยๆ
ไม่มีประโยชน์ ไม่มีความหมาย ไม่มีคุณค่าต่อโลกใบนี้
ปวดหัว ปวดใจ ปวดเนื้อปวดตัว
ความคิดทะลักเข้ามาในการรับรู้ผมอย่างไม่หยุดหย่อน
มันมา มันฟาดฟันกันอยู่ในหัว มันไม่ยอมไป
ผมกำลังจะเป็นบ้า
ไม่นะ ผมไม่อยากเป็นบ้า ผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุข
ไม่ต้องการอะไรมากมาย ขอแค่ประคับประคองในแต่ละวันให้ไม่ย่ำแย่จนเกินไป
ผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุขจริงๆ
ได้โปรดเถอะความคิดทั้งหลาย
ได้โปรดเถอะตัวผมเอง
ได้โปรดเถอะ
ผมอยากมีชีวิตที่ปกติสุข
3 กรกฎาคม 2555
ตัวตนที่ตีบตัน
เมื่อเจอ 'ปัญหา' ผมมักสรรหาคำอธิบายความยากลำบากให้กับตัวเองและบอกกับผู้อื่น เสาะหาวิธีการสารพัดเพื่อหลีกหนี และประนีประนอมการจากลาออกมาให้ได้มากที่สุด
ผมเริ่มต้นทำมันเพียงครั้งแรก ไม่กี่ครั้ง และตามมาด้วยความซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อาจน้อยยิ่งกว่าน้อย หรือแทบไม่มีเลย ที่ผมจะปักหมุดเสาะหาวิธีการอยู่กับมันอย่างสร้างสรรค์ ปล่อยให้เนื้อตัวมีบาดแผลแห่งความผิดพลาดอย่างทุลักทุเลเสียบ้าง และอดทนจนผ่านมันไปทีละเป...ราะ-ทีละด่าน
ก่อนหน้าผมบอกตัวเองว่า 'ต้องอดทน' แต่ตอนนี้ผมถามตัวเองว่า 'ทำไมต้องทน'
โลกอาจมีปัญหาจริงๆ จนผมต้องไม่พอใจต่างๆ นาๆ แต่การที่ผมไม่พอใจกับอะไรสักอย่าง มันน่าจะหมายถึงปัญหาก็ย่อมมาจากตัวผมไม่น้อยเช่นกัน
จะอยู่ทน หรือทนอยู่ , จะอดทน หรือทนอด , จะปัญหา หรือปัญญา -- ไอ้ห่า ผมแม่งไม่รู้จริงๆ
หากจะต่อว่า ก่นด่า หรือทำโทษกัน ที่ 'ทำไม' ผมแม่งถึงเรื่องมาก งี่เง่า ไม่ปรับตัว เอาแต่ใจ ห่วยแตก ก็เชิญได้ตามสบาย ตามสะดวก ตามอัธยาศัย ตามแต่ใจจะปรารถนา
ผมคงไม่ตอบโต้ใคร ผมเห็นด้วยเต็มๆ ว่าผมแม่งเป็นแบบที่พวกคุณมอง แบบที่หลายๆ คนมอง และแบบที่คนจำนวนมากมอง
ผมก็ได้แต่หวังว่าสุดท้ายแล้ว ตัวผมเองจะไม่มองตัวเองแบบนั้น
ผมเริ่มต้นทำมันเพียงครั้งแรก ไม่กี่ครั้ง และตามมาด้วยความซ้ำแล้วซ้ำเล่า
อาจน้อยยิ่งกว่าน้อย หรือแทบไม่มีเลย ที่ผมจะปักหมุดเสาะหาวิธีการอยู
ก่อนหน้าผมบอกตัวเองว่า 'ต้องอดทน' แต่ตอนนี้ผมถามตัวเองว่า 'ทำไมต้องทน'
โลกอาจมีปัญหาจริงๆ จนผมต้องไม่พอใจต่างๆ นาๆ แต่การที่ผมไม่พอใจกับอะไรสักอย
จะอยู่ทน หรือทนอยู่ , จะอดทน หรือทนอด , จะปัญหา หรือปัญญา -- ไอ้ห่า ผมแม่งไม่รู้จริงๆ
หากจะต่อว่า ก่นด่า หรือทำโทษกัน ที่ 'ทำไม' ผมแม่งถึงเรื่องมาก งี่เง่า ไม่ปรับตัว เอาแต่ใจ ห่วยแตก ก็เชิญได้ตามสบาย ตามสะดวก ตามอัธยาศัย ตามแต่ใจจะปรารถนา
ผมคงไม่ตอบโต้ใคร ผมเห็นด้วยเต็มๆ ว่าผมแม่งเป็นแบบที่พวกคุณมอง แบบที่หลายๆ คนมอง และแบบที่คนจำนวนมากมอง
ผมก็ได้แต่หวังว่าสุดท้ายแล้ว ตัวผมเองจะไม่มองตัวเองแบบนั้น
15 มิถุนายน 2555
หลักการ-นักเขียน
อ่านหนังสือ "วิถีแห่งสตีฟ จอบส์" เขียนโดย เจย์ เอลเลียต
อดีตรองประธานอาวุโสของแอปเปิล ผู้ที่ว่ากันว่าเคยเป็นเหมือนมือซ้ายของ
"สตีฟ จอบส์" ในการทำงาน (สตีฟ จอบส์ถนัดซ้าย)
ก็อ่านเพลินๆ ดี ได้เห็นแง่มุมอะไรต่างๆ นาๆ ที่เบื้่องหลังไม่ง่ายเอาเสียเลย แต่แล้วก็ไปสะดุดตรงท้ายๆ เล่ม ที่พูดถึงหลักการเด่นๆ ของเขาในการบริหารแอปเปิล เลยลองยำเล่นๆ ดูสักหน่อย ว่าถ้าเปลี่ยนมาเป็นหลักการของนักเล่าเรื่องผ่านงานเขียน จะพอเป็นไปได้ไหม
...
จงหลงใหลไปกับทุกรายละเอียดของงานเขียนที่คุณกำลังลงมืออยู่
เมื่อมีภาวะบางอย่างผุดขึ้นมาสู่คุณ ความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมและลงมือทำงานอย่างหนัก คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
รับฟังผู้อื่น และลงไปสัมผัสกับผู้คน เรื่องราว และสภาพแวดล้อมที่จะเป็นต้นทุนของเรื่องที่จะเล่าให้มากที่สุด
ผลิตงานเขียนที่ผู้อ่านทุกคนมีโอกาสได้ทำความเข้าใจด้วยตัวเอง ไม่มีผิด ไม่มีถูก และคงไม่มีประโยชน์อะไรกับเรื่องเล่าปลายเปิด ที่ปิดมิดชิดกับการตีความ
ต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และจริงใจต่อสิ่งที่จะเล่าอย่างที่สุด
จงแน่ใจว่างานเขียนตรงหน้าก็คือตัวคุณ และคุณเองก็กำลังส่งต่อบางอย่างทั้งในฐานะผู้เล่า และผู้ที่กำลังพยายามทำความเข้าใจตัวเอง
หมั่นขอบคุณคนรอบข้างที่เป็นส่วนหนึ่งกับความพยายามของเรา และยินดีกับความสำเร็จระหว่างทางของตนเอง
ตระหนักว่าการลงมือเขียนอะไรขึ้นมา จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายในการเข้าใจเนื้อหาอย่างรอบด้าน เข้าถึงวิธีเล่าอย่างสร้างสรรค์ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับภาษาที่สละสลวยได้อย่างพอเหมาะ
อย่าไปฟังคนที่บอกว่าคุณไม่มีทางทำได้ หากจะต้องหยุดมันจริงๆ ขอให้คุณฟังเสียงของตัวเอง
ก็อ่านเพลินๆ ดี ได้เห็นแง่มุมอะไรต่างๆ นาๆ ที่เบื้่องหลังไม่ง่ายเอาเสียเลย แต่แล้วก็ไปสะดุดตรงท้ายๆ เล่ม ที่พูดถึงหลักการเด่นๆ ของเขาในการบริหารแอปเปิล เลยลองยำเล่นๆ ดูสักหน่อย ว่าถ้าเปลี่ยนมาเป็นหลักการของนักเล่าเรื่องผ่านงานเขียน จะพอเป็นไปได้ไหม
...
จงหลงใหลไปกับทุกรายละเอียดของงานเขียนที่คุณกำลังลงมืออยู่
เมื่อมีภาวะบางอย่างผุดขึ้นมาสู่คุณ ความมุ่งมั่นอย่างเต็มเปี่ยมและลงมือทำงานอย่างหนัก คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
รับฟังผู้อื่น และลงไปสัมผัสกับผู้คน เรื่องราว และสภาพแวดล้อมที่จะเป็นต้นทุนของเรื่องที่จะเล่าให้มากที่สุด
ผลิตงานเขียนที่ผู้อ่านทุกคนมีโอกาสได้ทำความเข้าใจด้วยตัวเอง ไม่มีผิด ไม่มีถูก และคงไม่มีประโยชน์อะไรกับเรื่องเล่าปลายเปิด ที่ปิดมิดชิดกับการตีความ
ต้องซื่อสัตย์ต่อตัวเอง และจริงใจต่อสิ่งที่จะเล่าอย่างที่สุด
จงแน่ใจว่างานเขียนตรงหน้าก็คือตัวคุณ และคุณเองก็กำลังส่งต่อบางอย่างทั้งในฐานะผู้เล่า และผู้ที่กำลังพยายามทำความเข้าใจตัวเอง
หมั่นขอบคุณคนรอบข้างที่เป็นส่วนหนึ่งกับความพยายามของเรา และยินดีกับความสำเร็จระหว่างทางของตนเอง
ตระหนักว่าการลงมือเขียนอะไรขึ้นมา จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เข้าใกล้เป้าหมายในการเข้าใจเนื้อหาอย่างรอบด้าน เข้าถึงวิธีเล่าอย่างสร้างสรรค์ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งกับภาษาที่สละสลวยได้อย่างพอเหมาะ
อย่าไปฟังคนที่บอกว่าคุณไม่มีทางทำได้ หากจะต้องหยุดมันจริงๆ ขอให้คุณฟังเสียงของตัวเอง
21 พฤษภาคม 2555
เธอวันนี้
มากคนที่พบเจอ
หวังเพียงเธอเดินเข้ามา
ต่อเติมวันเวลา
ด้วยศรัทธาและจริงใจ
หนึ่งวันที่ขัดแย้ง
อาจคือแสงอันสดใส
หากเราได้เปิดใจ
เพื่อร่วมไปบนต่างกัน
หนึ่งวันที่ขัดแย้ง
อาจทิ่มแทงเธอและฉัน
หากเราสองคนนั้น
ปิดกั้นกัน ปิดกั้นใจ
ฉันเชื่อการพบเจอ
ได้มีเธอ ได้มีกัน
ต่อเติมรักและฝัน
ไม่ว่ามันจะสั้นยาว
วันนี้ฉัน "ศรัทธา"
กาลเวลาก็ปล่อยมัน
"จริงใจ" กระทำกัน
เพื่อหนึ่งวัน เพื่อหนึ่งคน
หวังเพียงเธอเดินเข้ามา
ต่อเติมวันเวลา
ด้วยศรัทธาและจริงใจ
หนึ่งวันที่ขัดแย้ง
อาจคือแสงอันสดใส
หากเราได้เปิดใจ
เพื่อร่วมไปบนต่างกัน
หนึ่งวันที่ขัดแย้ง
อาจทิ่มแทงเธอและฉัน
หากเราสองคนนั้น
ปิดกั้นกัน ปิดกั้นใจ
ฉันเชื่อการพบเจอ
ได้มีเธอ ได้มีกัน
ต่อเติมรักและฝัน
ไม่ว่ามันจะสั้นยาว
วันนี้ฉัน "ศรัทธา"
กาลเวลาก็ปล่อยมัน
"จริงใจ" กระทำกัน
เพื่อหนึ่งวัน เพื่อหนึ่งคน
20 พฤษภาคม 2555
ไกลออกไป ณ ปัจจุบัน
รายล้อมด้วยผู้อื่น
จนที่ยืนช่างหดแคบ
หนึ่งชีวิตที่ต้องแลก
หวังไม่แตกโดยประคอง
เฝ้ามองความต้องการ
แต่ละด้านด้วยสับสน
เพื่อคนหรือเพื่อตน
หรือเพื่อฝนเพื่อฝึกกัน
วันนี้หรือวันหน้า
ฟันและฝ่าสิ่งกีดขวาง
เริ่มเดินบนเส้นทาง
หวังเพื่อสร้างปัจจุบัน
ฉันเดินอย่างหนักแน่น
หวังถึงแก่นของสาระ
ปะทุและปะทะ
เพื่อวันหนึ่งจะเข้าใจ
มุ่งไปด้วยสั่นคลอน
ทั้งโอนอ่อนและศรัทธา
หวังว่าวันเวลา
จะพาฉัน ไปเข้าใจ
จนที่ยืนช่างหดแคบ
หนึ่งชีวิตที่ต้องแลก
หวังไม่แตกโดยประคอง
เฝ้ามองความต้องการ
แต่ละด้านด้วยสับสน
เพื่อคนหรือเพื่อตน
หรือเพื่อฝนเพื่อฝึกกัน
วันนี้หรือวันหน้า
ฟันและฝ่าสิ่งกีดขวาง
เริ่มเดินบนเส้นทาง
หวังเพื่อสร้างปัจจุบัน
ฉันเดินอย่างหนักแน่น
หวังถึงแก่นของสาระ
ปะทุและปะทะ
เพื่อวันหนึ่งจะเข้าใจ
มุ่งไปด้วยสั่นคลอน
ทั้งโอนอ่อนและศรัทธา
หวังว่าวันเวลา
จะพาฉัน ไปเข้าใจ
7 พฤษภาคม 2555
ผม-เชื่อ
ผมเชื่อในความโดดเดี่ยว
แม้ใครจะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่จำเป็นต้องปะทะสังสรรค์กับผู้คนอันหลากหลาย ผมเห็นด้วยอยู่บ้าง ว่าทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับคนที่ไม่คุ้นเคยเป็นสิ่งจำเป็น แต่คงไม่ถึงขนาดที่เวลาทุกวินาทีมีไว้สำหรับเจอผู้คน ไปไหนมาไหนคนเดียวคล้ายเป็นเรื่องผิดบาป
ผมเชื่อว่ามนุษย์ควรอยู่คนเดียวให้เคยชิน ไปไหนมาไหนคนเดียวให้เป็นเรื่องปกติ เหงาบ้างบางครั้งคราวก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เมื่อมีทักษะการอยู่อย่างโดดเดี่ยวไว้เป็นพื้นฐานแล้ว จะมีเพื่อน จะมีแฟน จะต้องเจอผู้คนอีกกี่มากน้อย เราก็วางสถานะสัมพันธ์เหล่านั้นเป็นกำไรชีวิต เพื่อที่แยกย้ายกันทันใด เราก็จะอยู่คนเดียวได้ ไม่มีปัญหา
ผมเชื่อในการใช้สอยเท่าที่จำเป็น
ตั้งแต่สังคมนิยามเงินตราขึ้นมาใช้เพื่อแลกเปลี่ยน ออกจากบ้านไปไหนไม่ไกลนัก เราก็เจอกับข้าวของสารพัดประเภท หลากหลายรูปแบบ มากสีสัน และราคาที่แตกต่างกันไป
เมื่อเงินตราถูกขับเน้นให้กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิต มนุษย์ผู้ใดมีสะสมไว้เป็นเจ้าของมากเท่าไร ย่อมหมายถึงการเลือกหาสิ่งต่างๆ ให้ได้มาตามใจชอบ การค้าขายจึงเปลี่ยนจากเราต้องใช้อันนี้ ก็ไปหาอันนี้มาใช้ มาอาศัยสารพัดวิธีการมาล่อหลอกให้ผู้คนคิดว่าโน้นก็จำเป็น นี่ก็จำเป็น จำเป็นไปเสียทุกอย่าง
แต่ผมเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้ว "มนุษย์" แต่ละคนมีความจำเป็นในการใช้สอยไม่ต่างกันมาก คงแบ่งแยกรายละเอียดหยาบๆ ได้เป็นหญิงและชาย ที่ธรรมชาติของร่างกายมีการทำงานต่างกัน เพิ่มให้อีกหน่อยกับรายละเอียดประดิษฐ์ที่ว่าผู้หญิงต้องเป็นแบบนั้น และผู้ชายต้องเป็นแบบนี้ นอกจาก "กิน ขี้ ปี้ นอน" ผมว่าที่เหลือเป็นสิ่งล้นเกินของชีวิต
เสื้อผ้า อาหาร เครื่องประดับ ฯลฯ ผมว่ามีไว้เท่าที่จำเป็นก็พอ เพราะจะว่าไป มันไม่ได้จำเป็นอะไรกับชีวิตเท่าไรเลย มีแล้วก็ไม่ต้องไปมีซ้ำ ชำรุดก็ไม่ต้องเร่งซื้อ ซ่อมแซมกลับมาใช้ใหม่ ดูจะน่าชื่นชมกว่าเป็นไหนๆ
ผมเชื่อว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์
ที่เห็นว่าแตกต่างหลากหลายในช่วงวัย รูปร่าง-ท่าทาง ลักษณะนิสัย ข้าวของเครื่องใช้ แต่ยังไงเสีย ผมก็เชื่อว่าทุกคนมีคุณค่าเท่าๆ กัน
จะเป็นคนมีเงินในกระเป๋าไม่จำกัดปริมาณ ตะบี้ตะบันใช้ยังไงก็ไม่หมดสักที หรือคนที่ล้วงกี่ทีก็ว่างเปล่า จะหยิบจับไปแลกข้าวสักจานยังไม่มี -- ผมว่าเขาเป็น "มนุษย์" เท่าๆ กัน
จะคลอดมาจากท้องของแม่ที่ร่ำรวย-หรูหรา-เลิศเลอในสถานะเพียงใด ผมก็เชื่อว่าเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเด็กน้อยที่ต้องอาศัยแรงเบ่งจากหญิงยากแค้นที่ต้องพึงพาหมอบ้านๆ มาช่วยทำคลอด
เราอาจรู้สึกขัดแย้งว่าจะเท่ากันได้อย่างไร ก็เห็นๆ อยู่ว่าคนนั้นกับคนนี้แตกต่างกันแทบจะสิ้นเชิง คล้ายจะจริง แต่ผมว่าถ้าเราตั้งต้นด้วยความไม่เชื่อว่ามนุษย์เท่ากันแล้ว คนที่ยืนอยู่บนๆ ก็คงเอาแต่ย่ำเหยียบคนข้างล่างอยู่ร่ำไป จิตสำนึกนี้จึงต้องได้รับการกระจายไปทุกหนแห่ง
เราควรท่องจำเอาไว้กันหลงลืม
...เพื่อให้ทุกคนเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ แม้ทั้งชีวิตจะไม่เคยได้พบว่าความเท่ากันนั้นมีอยู่ตรงหน้าเลยก็ตาม
แม้ใครจะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม ที่จำเป็นต้องปะทะสังสรรค์กับผู้คนอันหลากหลาย ผมเห็นด้วยอยู่บ้าง ว่าทักษะในการปฏิสัมพันธ์กับคนที่ไม่คุ้นเคยเป็นสิ่งจำเป็น แต่คงไม่ถึงขนาดที่เวลาทุกวินาทีมีไว้สำหรับเจอผู้คน ไปไหนมาไหนคนเดียวคล้ายเป็นเรื่องผิดบาป
ผมเชื่อว่ามนุษย์ควรอยู่คนเดียวให้เคยชิน ไปไหนมาไหนคนเดียวให้เป็นเรื่องปกติ เหงาบ้างบางครั้งคราวก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร เมื่อมีทักษะการอยู่อย่างโดดเดี่ยวไว้เป็นพื้นฐานแล้ว จะมีเพื่อน จะมีแฟน จะต้องเจอผู้คนอีกกี่มากน้อย เราก็วางสถานะสัมพันธ์เหล่านั้นเป็นกำไรชีวิต เพื่อที่แยกย้ายกันทันใด เราก็จะอยู่คนเดียวได้ ไม่มีปัญหา
ผมเชื่อในการใช้สอยเท่าที่จำเป็น
ตั้งแต่สังคมนิยามเงินตราขึ้นมาใช้เพื่อแลกเปลี่ยน ออกจากบ้านไปไหนไม่ไกลนัก เราก็เจอกับข้าวของสารพัดประเภท หลากหลายรูปแบบ มากสีสัน และราคาที่แตกต่างกันไป
เมื่อเงินตราถูกขับเน้นให้กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิต มนุษย์ผู้ใดมีสะสมไว้เป็นเจ้าของมากเท่าไร ย่อมหมายถึงการเลือกหาสิ่งต่างๆ ให้ได้มาตามใจชอบ การค้าขายจึงเปลี่ยนจากเราต้องใช้อันนี้ ก็ไปหาอันนี้มาใช้ มาอาศัยสารพัดวิธีการมาล่อหลอกให้ผู้คนคิดว่าโน้นก็จำเป็น นี่ก็จำเป็น จำเป็นไปเสียทุกอย่าง
แต่ผมเชื่อว่าโดยพื้นฐานแล้ว "มนุษย์" แต่ละคนมีความจำเป็นในการใช้สอยไม่ต่างกันมาก คงแบ่งแยกรายละเอียดหยาบๆ ได้เป็นหญิงและชาย ที่ธรรมชาติของร่างกายมีการทำงานต่างกัน เพิ่มให้อีกหน่อยกับรายละเอียดประดิษฐ์ที่ว่าผู้หญิงต้องเป็นแบบนั้น และผู้ชายต้องเป็นแบบนี้ นอกจาก "กิน ขี้ ปี้ นอน" ผมว่าที่เหลือเป็นสิ่งล้นเกินของชีวิต
เสื้อผ้า อาหาร เครื่องประดับ ฯลฯ ผมว่ามีไว้เท่าที่จำเป็นก็พอ เพราะจะว่าไป มันไม่ได้จำเป็นอะไรกับชีวิตเท่าไรเลย มีแล้วก็ไม่ต้องไปมีซ้ำ ชำรุดก็ไม่ต้องเร่งซื้อ ซ่อมแซมกลับมาใช้ใหม่ ดูจะน่าชื่นชมกว่าเป็นไหนๆ
ผมเชื่อว่ามนุษย์ก็คือมนุษย์
ที่เห็นว่าแตกต่างหลากหลายในช่วงวัย รูปร่าง-ท่าทาง ลักษณะนิสัย ข้าวของเครื่องใช้ แต่ยังไงเสีย ผมก็เชื่อว่าทุกคนมีคุณค่าเท่าๆ กัน
จะเป็นคนมีเงินในกระเป๋าไม่จำกัดปริมาณ ตะบี้ตะบันใช้ยังไงก็ไม่หมดสักที หรือคนที่ล้วงกี่ทีก็ว่างเปล่า จะหยิบจับไปแลกข้าวสักจานยังไม่มี -- ผมว่าเขาเป็น "มนุษย์" เท่าๆ กัน
จะคลอดมาจากท้องของแม่ที่ร่ำรวย-หรูหรา-เลิศเลอในสถานะเพียงใด ผมก็เชื่อว่าเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากเด็กน้อยที่ต้องอาศัยแรงเบ่งจากหญิงยากแค้นที่ต้องพึงพาหมอบ้านๆ มาช่วยทำคลอด
เราอาจรู้สึกขัดแย้งว่าจะเท่ากันได้อย่างไร ก็เห็นๆ อยู่ว่าคนนั้นกับคนนี้แตกต่างกันแทบจะสิ้นเชิง คล้ายจะจริง แต่ผมว่าถ้าเราตั้งต้นด้วยความไม่เชื่อว่ามนุษย์เท่ากันแล้ว คนที่ยืนอยู่บนๆ ก็คงเอาแต่ย่ำเหยียบคนข้างล่างอยู่ร่ำไป จิตสำนึกนี้จึงต้องได้รับการกระจายไปทุกหนแห่ง
เราควรท่องจำเอาไว้กันหลงลืม
...เพื่อให้ทุกคนเชื่อในสิ่งที่ควรเชื่อ แม้ทั้งชีวิตจะไม่เคยได้พบว่าความเท่ากันนั้นมีอยู่ตรงหน้าเลยก็ตาม
13 เมษายน 2555
หมายหมอ
1
อาการปวดท้องไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิต ตั้งแต่จำความได้ ผมก็โตมากับคำเตือนว่า "เคี้ยวอาหารให้ละเอียดนะ" เพราะถ้ารีบๆ จะทำให้กระเพาะย่อยอาหารไม่สะดวก จน "ปวดท้อง" ได้
ยาน้ำสีเขียวที่รสชาติแย่ๆ ยาธาตุน้ำแดงที่อร่อยขึ้นมาหน่อย และยาธาตุน้ำขาวที่เพิ่งมาใช้บริการเมื่อไม่นาน ทั้งหมดนี้คือ ทางออกที่ผมใช้คลายอาการ และส่วนใหญ่ก็ได้ผลมาตลอด คงมีบ้างที่ไม่หายดังรวดเร็วคุ้นเคย แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่าทุกๆ ครั้งเป็นอาการปวดท้องที่เรารู้จักกันดี ไม่หายวันนี้ อีกไม่นานก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ
แต่กับครั้งนี้ ผมรู้สึกไม่คุ้นเคยกับอาการ 'ปวดท้อง' ที่เป็นอยู่เอาเสียเลย
จากที่เด็กๆ เคยปวดจนบิดไปบิดมา ร้องโอดโอยในความคิดและน้ำเสียง และลดความถี่ลงเมื่อโตขึ้น คราวนี้กลับเป็นอาการปวดท้องที่ผมรู้สึกไม่คุ้นเคย มันเป็นอาการปวดท้องที่นอนนิ่งๆ ก็ไม่ปวด แต่หากกดลงไปที่ท้องด้านซ้ายหรือขยับตัวแรงๆ ก็จะปวดมากทันที
คล้ายคนกินน้ำเยอะๆ แล้วออกวิ่ง หรืออาจคล้ายคนที่โดนต่อยเข้าเต็มท้อง -- ผมจินตนาการคำอธิบายไว้ล่วงหน้าเผื่อมีคนถามความรู้สึก
ตรงกับวันหยุด มีประกันสังคม และอยากใช้เวลากับวันหยุดที่เหลืออย่างสบายตัว ผมจึงตัดสินใจไปหาหมอเพื่อบอกเล่าอาการ โดยหวังว่าจะได้รับยาที่ทำให้อาการหายไปโดยไว
2
โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านวันนี้แทบไม่มีคนไข้เลย ผมยื่นบัตร เดินไปวัดความดัน บอกอาการเบื้่องต้นกับพยาบาล และไม่ถึง 5 นาที ผมก็เข้าไปพบหมอ
"เป็นอะไรมาครับ" หมอถามขึ้น พร้อมก้มหน้าก้มตาอ่านกระดาษในแฟ้มที่ระบุอาการเบื้องต้นของผม
"ผมปวดท้องข้างซ้ายครับ" ผมระบุพิกัดอาการ พร้อมกับชี้จุดให้ชัดเจนเพิ่มขึ้น "ปกติผมปวดท้องบ่อยมาก แต่ครั้งนี้รู้สึกได้ว่ามันแปลกๆ ไป ไม่ค่อยเหมือนที่เคยปวดมา"
หมอเงยหน้าขึ้นจากแฟ้ม และถามคำถามต่อ
"ปวดมากี่วันแล้ว" เขาพูด
ผมนิ่งคิดสักครู่ "สัก 2 วันครับ"
"กินเหล้า-เบียร์หรือเปล่า"
"กินอาหารรสจัดไหม"
"ปกติกินข้าวเย็นตอนกี่โมง"
ฯลฯ
หมอระดมคำถามมาอย่างรวดเร็ว สิ้นเสียงของคำตอบเพียงเสี้ยววินาที เขาก็ถามคำถามต่อไปทันที แต่ละคำถามคล้ายเป็นข้อสอบปรนัย ที่คุณมีหน้าที่ตอบคำถามตามโจทย์ที่ได้รับ โดยไม่ต้องอธิบายเหตุผลหรือรายละเอียด เพราะนี่ไม่ใช่ข้อสอบอัตนัย คำอธิบายไม่มีประโยชน์ใดๆ หากเขาไม่ต้องการมัน
แม้ผมจะตอบไปว่าไม่กินเหล้า กินอาหารรสไม่จัด และปกติกินข้าวสัก 1 ทุ่ม - 2 ทุ่ม เมื่อกลับมาถึงบ้าน ซึ่งผมทั้งไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะปวดท้อง และพฤติกรรมกินอาหารหัวค่ำก็ทำอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่จำความได้ แต่หลังจากหมอได้คำตอบ และเอาหูฟังมาแตะๆ ที่ท้องผมไม่ถึง 10 วินาที หมอก็สรุปอาการแปลกใหม่ของผมว่าเป็น "ลำไส้อักเสบ" โดยพลัน ทั้งที่น่าจะถามอะไรที่มากกว่าคำถามสำเร็จรูปเหล่านี้
ผมเดินออกมาหลังจากได้ยินคำบอกกล่าวของหมอว่า "เชิญรับยาด้านนอกได้เลย" พร้อมกับความรู้สึกหงุดหงิดใจกับท่าทีของหมอพอสมควร ที่เขาแทบไม่เงยหน้าขึ้นมา "พูดคุย" และการ "ถาม-ตอบ" ก็เกิดขึ้นผ่านรูปแบบเดิมๆ ที่เขาน่าจะใช้เป็นประจำ
หมอคุยผมไม่ถึง 5 นาที รวมกับเวลาหลังจากก้าวเข้ามาในโรงพยาบาลอีก 5 นาที และรวมเวลารอรับยาอีกสัก 5 นาที ผมจึงหมดเวลากับการสำรวจอาการที่ไม่คุ้นเคยไปเพียง 15 นาทีเท่านั้น
3
หากอาการของผมอาจเป็นดังที่หมอว่า การพูดคุยอาจไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับการบรรเทาอาการ เพียงเขาสามารถจ่ายยาที่ทำให้หายได้ เขาก็ได้ให้ในสิ่งที่ผมควรจะพอใจ และการมาโรงพยาบาลครั้งนี้ ยังเหลือเวลาให้ผมกลับมาทำอย่างอื่นอีกมากมาย
ผมก้าวออกจากโรงพยาบาล พร้อมกับความรู้สึกราวกับไม่ได้รับการรักษาใดๆ จากหมอเลย
อาการปวดท้องไม่ใช่เรื่องใหม่ในชีวิต ตั้งแต่จำความได้ ผมก็โตมากับคำเตือนว่า "เคี้ยวอาหารให้ละเอียดนะ" เพราะถ้ารีบๆ จะทำให้กระเพาะย่อยอาหารไม่สะดวก จน "ปวดท้อง" ได้
ยาน้ำสีเขียวที่รสชาติแย่ๆ ยาธาตุน้ำแดงที่อร่อยขึ้นมาหน่อย และยาธาตุน้ำขาวที่เพิ่งมาใช้บริการเมื่อไม่นาน ทั้งหมดนี้คือ ทางออกที่ผมใช้คลายอาการ และส่วนใหญ่ก็ได้ผลมาตลอด คงมีบ้างที่ไม่หายดังรวดเร็วคุ้นเคย แต่ก็ยังรู้สึกได้ว่าทุกๆ ครั้งเป็นอาการปวดท้องที่เรารู้จักกันดี ไม่หายวันนี้ อีกไม่นานก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ
แต่กับครั้งนี้ ผมรู้สึกไม่คุ้นเคยกับอาการ 'ปวดท้อง' ที่เป็นอยู่เอาเสียเลย
จากที่เด็กๆ เคยปวดจนบิดไปบิดมา ร้องโอดโอยในความคิดและน้ำเสียง และลดความถี่ลงเมื่อโตขึ้น คราวนี้กลับเป็นอาการปวดท้องที่ผมรู้สึกไม่คุ้นเคย มันเป็นอาการปวดท้องที่นอนนิ่งๆ ก็ไม่ปวด แต่หากกดลงไปที่ท้องด้านซ้ายหรือขยับตัวแรงๆ ก็จะปวดมากทันที
คล้ายคนกินน้ำเยอะๆ แล้วออกวิ่ง หรืออาจคล้ายคนที่โดนต่อยเข้าเต็มท้อง -- ผมจินตนาการคำอธิบายไว้ล่วงหน้าเผื่อมีคนถามความรู้สึก
ตรงกับวันหยุด มีประกันสังคม และอยากใช้เวลากับวันหยุดที่เหลืออย่างสบายตัว ผมจึงตัดสินใจไปหาหมอเพื่อบอกเล่าอาการ โดยหวังว่าจะได้รับยาที่ทำให้อาการหายไปโดยไว
2
โรงพยาบาลเอกชนใกล้บ้านวันนี้แทบไม่มีคนไข้เลย ผมยื่นบัตร เดินไปวัดความดัน บอกอาการเบื้่องต้นกับพยาบาล และไม่ถึง 5 นาที ผมก็เข้าไปพบหมอ
"เป็นอะไรมาครับ" หมอถามขึ้น พร้อมก้มหน้าก้มตาอ่านกระดาษในแฟ้มที่ระบุอาการเบื้องต้นของผม
"ผมปวดท้องข้างซ้ายครับ" ผมระบุพิกัดอาการ พร้อมกับชี้จุดให้ชัดเจนเพิ่มขึ้น "ปกติผมปวดท้องบ่อยมาก แต่ครั้งนี้รู้สึกได้ว่ามันแปลกๆ ไป ไม่ค่อยเหมือนที่เคยปวดมา"
หมอเงยหน้าขึ้นจากแฟ้ม และถามคำถามต่อ
"ปวดมากี่วันแล้ว" เขาพูด
ผมนิ่งคิดสักครู่ "สัก 2 วันครับ"
"กินเหล้า-เบียร์หรือเปล่า"
"กินอาหารรสจัดไหม"
"ปกติกินข้าวเย็นตอนกี่โมง"
ฯลฯ
หมอระดมคำถามมาอย่างรวดเร็ว สิ้นเสียงของคำตอบเพียงเสี้ยววินาที เขาก็ถามคำถามต่อไปทันที แต่ละคำถามคล้ายเป็นข้อสอบปรนัย ที่คุณมีหน้าที่ตอบคำถามตามโจทย์ที่ได้รับ โดยไม่ต้องอธิบายเหตุผลหรือรายละเอียด เพราะนี่ไม่ใช่ข้อสอบอัตนัย คำอธิบายไม่มีประโยชน์ใดๆ หากเขาไม่ต้องการมัน
แม้ผมจะตอบไปว่าไม่กินเหล้า กินอาหารรสไม่จัด และปกติกินข้าวสัก 1 ทุ่ม - 2 ทุ่ม เมื่อกลับมาถึงบ้าน ซึ่งผมทั้งไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะปวดท้อง และพฤติกรรมกินอาหารหัวค่ำก็ทำอยู่เรื่อยๆ ตั้งแต่จำความได้ แต่หลังจากหมอได้คำตอบ และเอาหูฟังมาแตะๆ ที่ท้องผมไม่ถึง 10 วินาที หมอก็สรุปอาการแปลกใหม่ของผมว่าเป็น "ลำไส้อักเสบ" โดยพลัน ทั้งที่น่าจะถามอะไรที่มากกว่าคำถามสำเร็จรูปเหล่านี้
ผมเดินออกมาหลังจากได้ยินคำบอกกล่าวของหมอว่า "เชิญรับยาด้านนอกได้เลย" พร้อมกับความรู้สึกหงุดหงิดใจกับท่าทีของหมอพอสมควร ที่เขาแทบไม่เงยหน้าขึ้นมา "พูดคุย" และการ "ถาม-ตอบ" ก็เกิดขึ้นผ่านรูปแบบเดิมๆ ที่เขาน่าจะใช้เป็นประจำ
หมอคุยผมไม่ถึง 5 นาที รวมกับเวลาหลังจากก้าวเข้ามาในโรงพยาบาลอีก 5 นาที และรวมเวลารอรับยาอีกสัก 5 นาที ผมจึงหมดเวลากับการสำรวจอาการที่ไม่คุ้นเคยไปเพียง 15 นาทีเท่านั้น
3
หากอาการของผมอาจเป็นดังที่หมอว่า การพูดคุยอาจไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับการบรรเทาอาการ เพียงเขาสามารถจ่ายยาที่ทำให้หายได้ เขาก็ได้ให้ในสิ่งที่ผมควรจะพอใจ และการมาโรงพยาบาลครั้งนี้ ยังเหลือเวลาให้ผมกลับมาทำอย่างอื่นอีกมากมาย
ผมก้าวออกจากโรงพยาบาล พร้อมกับความรู้สึกราวกับไม่ได้รับการรักษาใดๆ จากหมอเลย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

